วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

ห้างขายาอังกฤษตรางู

 




Charoen Krung Medical Legacy by ลักษณาวดี มีซิน


ภายในพิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินมีการใช้วีดิทัศน์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการและความแตกต่างของการจัดการด้านยาจากอดีตสู่ปัจจุบันใน 2 ส่วนหลัก ดังนี้

ภาพสะท้อนในอดีต (ส่วนคลินิกและห้องปรุงยา)วีดิทัศน์ในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นถึง การปรุงยาและการจ่ายยาในรูปแบบของคลินิกเอกชนยุคบุกเบิกซึ่งเป็นการทำงานในระดับสถานพยาบาลที่เน้นการปรุงยาตามสูตรเฉพาะจากตำราและการดูแลคนไข้โดยตรงโดยนายแพทย์ชัย ไชยนุวัติภาพสะท้อนในปัจจุบัน (ส่วนวันนี้ของห้างฯ เบอร์ลิน)วีดิทัศน์ในส่วนนี้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาพของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยแสดงให้เห็นถึง 

ขั้นตอนการผลิตยาเม็ดและที่สำคัญคือ การตรวจสอบคุณภาพยา(Quality Control) ภายในโรงงานของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ในปัจจุบัน. สรุปความแตกต่างที่เห็นได้ชัด วีดิทัศน์ทั้งสองชุดแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากการ ปรุงยาและจ่ายยา แบบดั้งเดิมในห้องปรุงยาของคลินิก ไปสู่กระบวนการ ผลิตยาเม็ดในระดับอุตสาหกรรม ที่มีการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยและระบบการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากลค เครื่องชักรอกที่ใช้ในพื้นที่ เหล่าเต๊ง ฟาร์มาซี (พื้นที่ผลิตยาบนชั้น 3 และ 4 ของห้างขายยาเบอร์ลิน) มีรายละเอียดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้ลักษณะเป็นรุ่นแรกจำลอง

ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินได้จัดแสดง เครื่องชักรอกรุ่นแรกจำลองเพื่อให้เห็นถึงอุปกรณ์ที่เคยใช้งานจริงในอดีตหน้าที่และการใช้งาน เครื่องชักรอกนี้ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงหลักในการ ส่งอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาจากชั้นล่างขึ้นไปยังพื้นที่ผลิตยาบนชั้น 3 และ 4 ของอาคาร ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เครื่องชักรอกนี้ถือเป็นหนึ่งใน ผลงานสำคัญ ที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ 

เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการระบบผลิตยาในยุคบุกเบิกของนายแพทย์ชัย ไชยนุวัติ ซึ่งช่วยให้สามารถลำเลียงสิ่งของขึ้นสู่พื้นที่ เหล่าเต๊ง (ชั้นบน) ได้อย่างสะดวกในสมัยที่ยังไม่มีระบบลิฟต์ขนส่งแม้ในแหล่งข้อมูลจะไม่ได้บรรยายรายละเอียดรูปทรงวัสดุไว้อย่างชัดเจน (เช่น ทำจากโลหะหรือไม้) แต่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจผลิตยาอย่างเป็นระบบในอาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

Thammasat University

 




Thammasat University by ลักษณาวดี มีซิน


ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับพัฒนาการทางการเมืองไทย จนมีคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์คือประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยจากแหล่งข้อมูลสามารถสรุปประเด็นสำคัญในมิติประวัติศาสตร์และการเมืองได้ดังนี้

1. จุดกำเนิดจากการปฏิวัติและอุดมการณ์ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เป็นผู้สถาปนาและดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การคนแรก การก่อตั้งเป็นไปตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยเฉพาะประการที่ 6 ที่ระบุว่าต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เนื่องจากในขณะนั้นมีความ

เชื่อว่าราษฎรยังขาดการศึกษาที่เพียงพอต่อระบอบประชาธิปไตย ชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง มธก ซึ่งเน้นการสอนวิชากฎหมาย การเมือง และเศรษฐศาสตร์ เพื่อรองรับการปกครองระบอบใหม่ นายปรีดีวางรากฐานให้เป็น มหาวิทยาลัยตลาดวิชา โดยอุปมาว่าเป็นเสมือนบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายให้แก่ราษฎร เพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา

2. สัญลักษณ์ที่แฝงนัยยะทางการเมือง ตราธรรมจักรมีพานรัฐธรรมนูญอยู่ตรงกลาง หมายถึงการยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตึกโดม ออกแบบโดยจิตรเสน หมิว อภัยวงศ์ ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่นตามแนวคิดของนายปรีดี เพื่อแสดงถึงความเป็นอิสระทางปัญญา สีเหลือง-แดงสีเหลืองหมายถึงธรรมประจำจิต และสีแดงหมายถึงโลหิตที่อุทิศให้ สะท้อนถึงความสำนึกใน

ความเป็นธรรมและความเสียสละเพื่อสังคม วลีอมตะ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ กลายเป็นคำขวัญที่อธิบายจิตวิญญาณการรับใช้สังคมของชาวธรรมศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

3. สมรภูมิการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ ตลอดประวัติศาสตร์ พื้นที่ท่าพระจันทร์ของมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516: เริ่มต้นการชุมนุมที่ ลานโพ เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการทหาร ก่อนจะขยายตัวไปยังสนามฟุตบอลและเคลื่อนขบวนออกสู่ท้องถนน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519: เป็นสถานที่ที่นักศึกษาและ

ประชาชนถูกล้อมปราบอย่างรุนแรงจากการชุมนุมคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากและเป็นบาดแผลใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ขบวนการเสรีไทยมหาวิทยาลัยมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีศิษย์เก่าและบุคลากรสำคัญอย่างนายปรีดี พนมยงค์ และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแกนนำหลัก

4. การปรับเปลี่ยนชื่อและบทบาทภายใต้อำนาจรัฐ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมือง รัฐบาลในขณะนั้นได้ ตัดคำว่า "และการเมือง" ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้ประศาสน์การ เป็น อธิการบดี เพื่อพยายามลดบทบาททางการเมืองของนักศึกษา ความเป็นตลาดวิชาถูกยกเลิกไปตามพระราชบัญญัติปี พ.ศ. 2495 และมหาวิทยาลัยถูกเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยยังคงรักษา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ผ่าน สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ 11 เหตุการณ์ไว้เพื่อรำลึกถึงบทบาทของสถาบันที่เคียงคู่กับสังคมไทย สถานที่อย่างลานโพ สนามฟุตบอล และตึกโดม ที่ปรากฏในรูปภาพ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นจดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเมืองไทยนัยยะแอบแฝงทางการเมืองของ ตึกโดม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น (ช่วงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. ในปี พ.ศ. 2477) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนถึงอุดมการณ์ของคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนี้

1. การเปลี่ยนพื้นที่อำนาจทหารให้เป็นพื้นที่ทางปัญญาสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเดิมพื้นที่ท่าพระจันทร์เป็นที่ตั้งของ กองพันทหารราบที่ 4 และเป็นคลังแสงเก่า การที่นายปรีดี พนมยงค์ และ มธก. ขอซื้อที่ดินแห่งนี้มาสร้างมหาวิทยาลัย และนำอาคารเก่าของกองพันทหารทั้ง 4 หลังมาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเป็น ตึกโดม จึงมีนัยยะแอบแฝงถึงการ เปลี่ยนพื้นที่ของ อำนาจปืน ทหารให้กลายเป็นพื้นที่ของ อำนาจปัญญา การศึกษาเพื่อรองรับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งกำเนิดขึ้น

2. สถาปัตยกรรมที่ไม่เลียนแบบชาติอื่น เอกราชทางความคิดการปฏิเสธการครอบงำตึกโดมถูกออกแบบตามแนวคิดของนายปรีดี พนมยงค์ โดยจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ให้เป็น สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่น นัยยะแฝงในบริบททางการเมืองสมัยนั้น การไม่เลียนแบบตะวันตกหรือชาติมหาอำนาจใด ๆ สื่อถึง ความเป็นอิสระและเอกราชของชาติไทย หลังการอภิวัฒน์ 2475 รวมถึงความต้องการที่จะสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของปัญญาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบอบเก่าหรืออารยธรรมต่างชาติเพียงอย่างเดียว 

3. นัยยะของการเป็น วังหน้า การถ่วงดุลอำนาจ พื้นที่แห่งการตรวจสอบมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในบริเวณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งนักศึกษาและศิษย์เก่ามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้มีจิตวิญญาณของการ ถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้นำสูงสุด วังหลวงมาโดยตลอด บทบาทปัญญาชนนัยยะนี้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะสถาบันที่คอยทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคต่อๆ มา

4. อาวุธทางปัญญาเพื่อรักษารัฐธรรมนูญ อาคารรองรับหลัก 6 ประการการก่อตั้งสถาบันแห่งนี้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ของคณะราษฎรที่ว่า จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎรนัยยะแฝงของรูปทรง: แม้ในแหล่งข้อมูลจะระบุว่าเป็นโดมที่เชื่อมตึก 4 หลัง แต่ในเชิงความหมายทางสังคม ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับรู้กันทั่วไปนอกเหนือจากแหล่งข้อมูลมักมีการเปรียบเทียบรูปทรงยอดแหลมของโดมว่าคล้ายกับ ดินสอ เพื่อสื่อถึงการใช้ ความรู้และปัญญาเป็นอาวุธในการปกป้องรัฐธรรมนูญและระบอบใหม่ แทนการใช้กำลังทหาร 

5. การเมืองของการใช้ชื่อ สถาบันเพื่อการเมืองชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่าการศึกษากับการเมืองเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 รัฐบาลได้สั่งตัดคำว่า และการเมือง ออก เพื่อลดบทบาทและไม่ให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง นัยยะแฝงของตึกโดมจึงกลายเป็นที่มั่นสุดท้ายที่พยายามรักษาคำว่า การเมือง ไว้ในจิตวิญญาณของสถาบัน สรุป ตึกโดมจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็น อนุสรณ์สถานของการปฏิวัติ 2475 ที่แฝงนัยยะของการเปลี่ยนอำนาจจากทหารสู่ราษฎร การเชิดชูเอกราชทางปัญญา และการทำหน้าที่เป็นป้อมปราการในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

เจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ(ทัด บุญนาค)

 





Old Thai Nobility by Puyana


การวิเคราะห์ประวัติของวัดพิชยญาติการามวรวิหาร (หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า วัดพิชัยญาติ) จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ สามารถสรุปประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงบทบาทของตระกูลบุนนาคและความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดังนี้

1. การเปลี่ยนสภาพจากวัดร้างสู่พระอารามหลวง วัดพิชัยญาติมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นวัดร้างในเขตคลองสาน ซึ่งอยู่ใกล้กับนิวาสสถานหรือที่อยู่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ท่านได้เริ่มทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2372 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ฯ) เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นแล้ว ท่านได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาในบวรพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการเสริมสร้างบารมีของตระกูลในย่านที่พำนัก

2. นามพระราชทานที่สะท้อนถึงบารมีของผู้สร้าง ชื่อของวัดมีการเปลี่ยนแปลงตามรัชสมัย ซึ่งสะท้อนถึงการรับรองบทบาทของท่านทัต บุนนาค จากองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า วัดพระยาญาติการามเพื่อสื่อถึงชื่อและตำแหน่งของผู้สร้างในขณะนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งเป็นนามที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

3. ศูนย์กลางแห่งความทรงจำของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางศาสนา แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของท่านทัต บุนนาค ไว้หลายประการ สถานที่ประดิษฐานรูปเคารพและโบราณวัตถุภายในวัดมีพระรูปของท่าน รวมถึงเครื่องใช้ส่วนตัวที่สำคัญ เช่น เตียงบรรทม ของท่านที่ถูกเก็บรักษาไว้ สถานที่ประกอบพิธีสุดท้ายเมื่อท่านถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดพิชัยญาติการามแห่งนี้ด้วย

4. นัยสำคัญทางภูมิศาสตร์และอำนาจ การสร้างวัดใกล้กับนิวาสสถานในเขตคลองสาน (ฝั่งธนบุรี) เป็นการตอกย้ำถึงการแผ่อิทธิพลของตระกูลบุนนาคในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่านและพี่ชาย (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์) ย้ายมาตั้งบ้านเรือนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2361 หากจะใช้อุปมาอุปไมย วัดพิชัยญาติ เปรียบเสมือนอนุสาวรีย์แห่งศรัทธาและอำนาจที่ท่านทัต บุนนาค ได้จำหลักไว้

บนแผ่นดิน เป็นสถานที่ที่หลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ของปัจเจกบุคคล ความรุ่งเรืองของตระกูลบุนนาค และความเลื่อมใสในพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างถาวร ากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นช่างถ่ายรูปในกรุงเทพฯ ยุคแรกที่มีความสามารถและมีโอกาสได้ถ่ายรูป ทัด บุนนาค (ในขณะที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์) ด้วยระบบดาแกโรไทพ์ มีอยู่ 2 ท่านหลัก ๆ คือ

1. ท่านสังฆราชปาเลอกัว (Bishop Pallegoix)

2. นายโหมด มหาดเล็ก หรือต่อมาคือ พระยากระสาปนกิจโกศล ข้อมูลจากหนังสือสยามประเภท ของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ระบุว่าในสมัยนั้นการถ่ายรูปยังเป็นการถ่ายลงบนแผ่นเงิน (ระบบดาแกโรไทพ์) ไม่ได้ถ่ายลงบนแผ่นกระจกหรือพิมพ์ลงกระดาษเหมือนในยุคต่อมา ซึ่งภาพถ่ายของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยที่ถ่ายไว้ในครั้งนั้นยังคงมีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นต้นแบบให้หนังสือพิมพ์ต่างประเทศนำไปวาดเป็นภาพลายเส้นจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นพระรูปของรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) มีผลงานโดดเด่นอย่างยิ่งในฐานะ แม่กองสร้าง และผู้สถาปนาศาสนสถานและอาคารสำคัญหลายแห่งในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสามารถระบุรายละเอียดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลได้ดังนี้

1. การสร้างและปฏิสังขรณ์วัดสำคัญวัดพิชยญาติการามวรวิหารท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดร้างเดิมในเขตคลองสานซึ่งอยู่ใกล้กับนิวาสสถานของท่านเมื่อปี พ.ศ. 2372 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า วัดพระยาญาติการาม ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะพระราชทานนามใหม่ดังที่ใช้ในปัจจุบัน วัดประดู่ฉิมพลี: ท่านเป็นผู้จัดหาที่ดินบริเวณดงต้นงิ้วและดำเนินการก่อสร้างวัดนี้ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 8 ปีจึงแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นวัดราษฎร์ที่มีความใหญ่โตและงดงามกว่าวัดทั่วไป วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารท่านได้รับหน้าที่เป็นแม่กองในการก่อสร้างวัดสำคัญแห่งนี้ วัดปทุมวนารามราชวรวิหารท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้างวัดนี้เช่นกัน

2. สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์และปูชนียสถาน พระปรางค์ภูเขาทอง วัดสระเกศท่านได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองในการสร้างพระปรางค์ภูเขาทองอันเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพมหานคร เจดีย์ขาว (เขาเมืองสงขลา)ท่านได้สร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นบนยอดเขาในเมืองสงขลาเพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากเสร็จสิ้นราชการปราบกบฏหัวเมืองมลายู โดยตั้งเคียงคู่กับ เจดีย์ดำ ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (พี่ชาย) ได้สร้างไว้ก่อนหน้า

3. พระที่นั่งและสถาปัตยกรรมในพระบรมมหาราชวัง หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้างหมู่พระที่นั่งสำคัญนี้ในสมัยรัชกาลที่

4  พระที่นั่งไชยชุมพลเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้าง พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ท่านมีบทบาทในการกำกับการซ่อมแซมพระที่นั่งองค์นี้ 4. โครงการภูมิสถาปัตยกรรมและอื่น ๆ สวนนันทอุทยาน ท่านเป็นแม่กองในการสร้างสวนแห่งนี้ และเป็นผลงานสุดท้ายก่อนที่ท่านจะถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2400  การต่อเรือนอกเหนือจากอาคาร ท่านยังมีความสามารถในเชิงช่างโดยเป็นผู้ต่อเรือบาร์จและเรือสกูนเนอร์

ขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการติดต่อค้าขายถึงประเทศศรีลังกา หากจะใช้การเปรียบเปรยเพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของท่าน ผลงานสถาปัตยกรรมของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติเปรียบเสมือน ลายเซ็นถาวรบนผืนแผ่นดินเพราะสิ่งก่อสร้างที่ท่านกำกับการสร้างไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อการใช้งานหรือการศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองและฝีมือเชิงช่างชั้นสูงที่ค้ำจุนบารมีของราชวงศ์และแผ่นดินสยามมาจนถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Nonthaburi the big city

 






Nonthaburi Garden to Metropolis by ใกล้รุ่ง



ความเป็นมาของเมืองนนทบุรี ความเป็นมาของเมืองนนทบุรี นนทบุรี ก่อตั้งมากว่า 400 ปี เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น รู้จักกัน ในชื่อบ้านตลาดขวัญ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยายกบ้านตลาดขวัญ ขึ้นเป็นเมืองนนทบุรี โดยตัวเมืองนนทบุรีแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระ
สอในปัจจุบัน โดยมีวัดหัวเมือง (ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่ทางราชการได้ใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า) เป็นเขตเหนือ และ มีวัดท้ายเมืองเป็นเขตใต้ พ.ศ. 2179 


พระเจ้าปราสาททองทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดตอนใต้วัดท้ายเมือง ไปทะลุออกหน้าวัดเขมา ทั้งนี้ เพราะเดิมทีนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลวกวนโดยเข้าแม่น้ำอ้อมไหลมา ทางบางใหญ่แล้ววกเข้าคลองบางกรวยข้างซอยวัดชะลอมาออกหน้าวัดเขมา ดังนั้น
เมื่อขุดคลองลัด แล้วกระแสน้ำจึงเปลี่ยนทางเดินไหลเข้าคลองลัดที่ขุดใหม่ นานเข้าก็กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ ในปัจจุบัน ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็ตื้นเขินกลายเป็นคลองไปในที่สุด และเมื่อคราวสมเด็จพระ นารายณ์มหาราชขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2208 พระองค์ทรงเห็นว่าเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยน ทางเดินทำให้ข้าศึกเข้าประชิดพระนครได้ง่ายขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการตรงปาก แม่น้ำอ้อม และให้


ย้ายเมืองนนทบุรีมาอยู่ปากแม่น้ำอ้อมในคราวเดียวกัน เมืองนนทบุรีจึงตั้งอยู่ บริเวณปากแม่น้ำอ้อมตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งถึงยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดฯ ให้รื้อป้อมและเมืองบางส่วนเพื่อนำอัฐ เงิน ไปสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ และบางส่วนก็ถูกกระแสน้ำพัดเซาะพังทลายลงน้ำไป ปัจจุบันจึงเหลือ แต่ศาลหลักเมืองเท่านั้น นนทบุรีได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นจังหวัด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 จังหวัดนนทบุรีในปัจจุบัน จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในภาคกลาง 


บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจังหวัด 1 ใน 5 ของจังหวัดปริมณฑล คือ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ 622.38 ตารางกิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ของจังหวัดในภาคกลางทั้งหมด จังหวัดนนทบุรีมีขนาดเล็กเป็นที่ 2 รองจากจังหวัดสมุทรสงครามโดยแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตัดแบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยอำเภอทั้งหมด 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย และอำเภอไทรน้อย มีองค์กรปกครอง ท้อง


ถิ่นประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 4 แห่ง เทศบาลตำบล 11 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 28 แห่ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม แต่เดิมประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนผลไม้ และทำไร่ ทำนา ปัจจุบันพื้นที่ของจังหวัดซึ่งเคยเป็นสวนผลไม้ และมีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อพยพมาจากทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนของจังหวัดในบางอำเภอยังเป็นที่รองรับการขยายตัวในด้านอุตสาหกรรม มีการจัดสรรที่ดิน และก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เป็นจำนวนมาก


อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่มีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ด้วย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระราชดำริให้สร้างป้อมปราการและย้ายเมืองนนทบุรีในปี พ.ศ. 2208 โดย
มีสาเหตุสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดังนี้

 1. การเปลี่ยนทิศทางของแม่น้ำเจ้าพระยา: สืบเนื่องมาจากการขุดคลองลัดในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2179 ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินมาใช้เส้นทางลัดที่ตรงและกว้างขึ้นจนกลายเป็นแม่น้ำสายหลัก


2. ความเสี่ยงต่อการรุกราน พระองค์ทรงเห็นว่า เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนทางเดินจนมีความตรงและสะดวกมากขึ้น จะทำให้ข้าศึกสามารถล่องเรือเข้าประชิดพระนครศรีอยุธยาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม


3. การสร้างแนวป้องกัน: เพื่อเป็นการสกัดกั้นข้าศึก พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการขึ้นที่บริเวณปากแม่น้ำอ้อม ซึ่งเป็นปากทางของแม่น้ำสายเดิม


4. การย้ายศูนย์กลางการปกครอง ในคราวเดียวกันนั้น พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองนนทบุรีมาตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำอ้อม เพื่อให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเฝ้าระวังและป้องกันพระนครอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้ เมืองนนทบุรีจึงได้ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอ้อมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ หากจะเปรียบเทียบให้เห็น


ภาพ การย้ายเมืองและสร้างป้อมในครั้งนั้น ก็เหมือนกับการที่ เจ้าของบ้านเห็นว่าถนนหน้าบ้านถูกขยายให้กว้างและตรงขึ้นจนโจรเข้าถึงตัวบ้านได้ง่าย" จึงตัดสินใจสร้างป้อมยามและย้ายป้อมยามนั้นมาตั้งไว้ที่ปากซอยหลัก เพื่อให้สามารถสกัดกั้นผู้บุกรุกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะถึงตัวบ้านหลังใหญ่คือพระนครนั่นเอง



วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561