แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางเขน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางเขน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

雲深不知處

 




ศิลปะพู่กันจีน Chinese Calligraphy ในภาพวาดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การบอกเล่าความหมายผ่านตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบทางศิลปะที่สำคัญที่ช่วยกำหนดโทนและอารมณ์ของภาพ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

การจัดวางและจังหวะของเส้นสาย ตัวอักษรจีน 雲深不知處 ถูกเขียนขึ้นด้วยพู่กันในแนวตั้งทางด้านขวาของภาพ ซึ่งเป็นการจัดวางตามแบบแผนศิลปะจีนดั้งเดิม การใช้เส้นพู่กันที่มีความหนักเบาช่วยสร้างความสมดุล Balance ให้กับภาพวาดที่มีรายละเอียดหนาแน่นของตึกแถวและรถยนต์ทางด้านซ้าย ทำให้ภาพดูมีช่องว่างและดูผ่อนคลายขึ้น สัญลักษณ์และตราประทับสีแดงด้านล่างของตัวอักษรพู่กันมีการประทับ ตราประทับสีแดง Red Seal ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ในงานศิลปะพู่กันจีน ตราประทับนี้ไม่เพียงแต่ระบุตัว

ตนของศิลปิน แต่ยังช่วยเพิ่มจุดเด่นที่เป็นสีตัดกับโทนสีอ่อนของหมอกควัน เสริมสร้างความรู้สึกขรึมขลังและเป็นทางการให้กับภาพ การเชื่อมโยงกับบทกวีชั้นสูงการเลือกใช้วลีจากบทกวีของ เจี่ยเต่า Jia Dao กวีสมัยราชวงศ์ถัง สะท้อนถึงการนำจิตวิญญาณของศิลปะชั้นสูงมาผสานกับภาพวิถีชีวิตสามัญชน โรงรับจำนำ การเขียนอักษรพู่กันที่มีความลึกซึ้งช่วยยกระดับภาพบรรยากาศเมืองให้มีมิติทางปรัชญา ราวกับว่า

อาคารเก่าแก่เหล่านี้กำลังซ่อนตัวอยู่ในหมอกแห่งกาลเวลา การบูรณาการเข้ากับสถาปัตยกรรม นอกเหนือจากอักษรพู่กันที่เป็นบทกวีแล้ว ยังปรากฏตัวอักษรจีน จำนำ ภายในวงกลมที่ประดับอยู่บนส่วนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นการนำศิลปะการประดิษฐ์ตัวอักษรมาปรับใช้ในเชิงพาณิชย์และสถาปัตยกรรม สะท้อนถึงการ

หยั่งรากของวัฒนธรรมจีนในย่านการค้าของไทย การผสานเทคนิคการวาดศิลปินได้ใช้เทคนิคการปาดพู่กันและการคุมน้ำหนักสีน้ำในลักษณะที่คล้ายกับ การวาดภาพทิวทัศน์แบบจีน Shanshuiโดยเฉพาะการสร้าง หมอกควัน ที่ปกคลุมฐานของอาคารและท้องถนน ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับความหมายของตัว

อักษรพู่กันที่กล่าวถึงความลึกซึ้งของเมฆหมอก โดยรวมแล้ว ศิลปะพู่กันจีน ในภาพนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่าง โลกแห่งความจริง ตึกแถว รถยนต์ กับ โลกแห่งสุนทรียภาพและปรัชญาเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนตัวอักษรจีนที่เขียนว่า 雲深不知處 อ่านออกเสียงสำเนียงกลางว่า ยวิ๋น เซิน ปู้ จือ ชู่ ที่

ปรากฏอยู่ทางด้านขวาของภาพ มีความหมายโดยรวมว่า ท่ามกลางเมฆหมอกที่ลุ่มลึก จนมิอาจล่วงรู้ถึงที่อยู่ได้ หรือแปลให้เข้าใจง่ายคือ เมฆหนาจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนความสำคัญและนัยที่ซ่อนอยู่ในวลีนี้เมื่อมาอยู่ในภาพวาดมีดังนี้

ที่มาทางวรรณกรรมวลีนี้เป็นวรรคทองจากบทกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ถังของกวีชื่อ เจี่ยเต่า Jia Dao ซึ่งเขียนถึงการเดินทางไปหาผู้สันโดษบนภูเขา แต่กลับไม่พบเพราะเมฆหมอกปกคลุมหนาแน่น การสอดคล้องกับภาพ ศิลปินจงใจใช้วลีนี้เพื่อขับเน้นเทคนิคการวาดที่มี หมอกควัน Mist สีขาวปกคลุมอยู่ทั่ว

บริเวณด้านล่างและฉากหลังของอาคารโรงรับจำนำ ทำให้ภาพดูมีความลึกลับและเปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพแบบจีน การสื่อถึงกาลเวลาในเชิงสัญลักษณ์ วลีนี้อาจสื่อถึงความเก่าแก่ของอาคารและวิถีชีวิตในภาพที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จนเปรียบเสมือนเรื่องราวที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกแห่งอดีต ซึ่งเราอาจมองเห็นร่อง

รอยได้แต่ไม่สามารถล่วงรู้ถึงความลึกซึ้งทั้งหมดได้ในทันที การผสานวัฒนธรรมการนำกวีนิพนธ์จีนชั้นสูงมาวางไว้เคียงข้างกับ โรงรับจำนำ ในบริบทของสังคมไทย เป็นการยกระดับภาพวิถีชีวิตธรรมดาให้มีมิติทางจิตวิญญาณและปรัชญาตามแบบอย่างศิลปะจีนดั้งเดิม โดยรวมแล้ว ป้ายอักษรนี้ไม่ใช่เพียงการตกแต่ง แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึก ความลึกลับที่สวยงาม ให้กับภาพวาดนี้ในภาพวาดและบริบททางประวัติศาสตร์ของตึกแถวพาณิชย์ โรงรับจำนำในอดีตมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ดังนี้

เป็นสถาบันการเงินระดับเส้นเลือดฝอยของสามัญชน โรงรับจำนำทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ซึ่งในอดีตอาจเข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จากป้ายในภาพที่ระบุว่า ราคาสูง ดอกเบี้ยต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแหล่งเงินกู้ระยะสั้นที่

เน้นความรวดเร็วและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น การเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อการประกอบอาชีพการรับจำนำสิ่งของมีค่าหลากหลายประเภท เช่น เพชร ทอง นาก นาฬิกา ตามที่ปรากฏบนป้ายหน้าอาคาร ช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินส่วนตัวเป็นเงินสดเพื่อนำไปใช้เป็นทุนรอนในการขยายกิจการหรือแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างทันท่วงที บทบาทของกลุ่มทุน

ไทยเชื้อสายจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวอักษรจีน 當 จำนำ บนยอดตึก และชื่อร้านภาษาไทยคู่กับภาษาอังกฤษในภาพ แสดงถึงบทบาทของชาวไทยเชื้อสายจีนที่เป็นผู้วางรากฐานระบบสินเชื่อรายย่อย การดำเนินธุรกิจเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในย่านการค้าเมืองเก่าของไทยมาหลายทศวรรษ ตัวบ่งชี้สภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ สถาปัตยกรรมตึกแถวโรงรับจำนำที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านการค้า สังเกตจากรถยนต์และสภาพแวดล้อมที่พลุกพล่านในภาพ ทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดกำลังซื้อและสภาพ

คล่องของผู้คนในย่านนั้น ๆ โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทรัพย์สินสะสมของครัวเรือนกับระบบหมุนเวียนเงินสดของตลาด โดยสรุป โรงรับจำนำในอดีตไม่ได้เป็นเพียงสถานประกอบการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็น กลไกสนับสนุนทางการเงิน ที่ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจขนาดย่อมของไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

The Pawnshop by ลักษณาวดี มีซิน


วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

The Redemption of Senkai

 



เสาโทริอิ Torii มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และบริบทของเรื่องดังนี้สัญลักษณ์ของสถานที่และวัฒนธรรมเสาโทริอิเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งช่วยขับเน้นให้เห็นว่าเรื่องราวของเซ็นไกและซามูไรหนุ่มเกิดขึ้นภายใต้ฉากหลังของวัฒนธรรมและจารีตประเพณีญี่ปุ่นโบราณทางผ่านระหว่างโลกธรรมดาและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในทางสัญลักษณ์ เสาโทริอิทำหน้าที่เป็นประตูที่บ่งบอกถึงการ

ก้าวข้ามจากโลกภายนอกเข้าสู่เขตพุทธสถานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางชีวิตของ เซ็นไก ที่เปลี่ยนจาก ซามูไรผู้ก่อบาป ฆ่าคนและผิดลูกเมียผู้อื่น มาเป็น นักพรต ผู้บำเพ็ญเพียรและอุทิศตนเพื่อส่วนรวมการเชื่อมโยงกับ เส้นทางสายใหม่ ในภาพ เสาโทริอิตั้ง

ตระหง่านอยู่เคียงคู่กับป้ายบอกทางและโคมไฟนำทาง ซึ่งสื่อถึงความพยายามของเซ็นไกที่ใช้เวลากว่า 30 ปีในการเจาะภูเขาเพื่อสร้าง ทางสายใหม่ ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้คน แทนที่ทางเดินหน้าผาอันตรายเดิม  สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ฤดูใบไม้ผลิ ในภาพมีข้อความระบุว่า ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเสาโทริอิในบรรยากาศนี้สื่อถึงการเกิดใหม่หรือการหลุดพ้นจากความมืดบอด เปรียบได้กับตอนจบของเรื่องที่ซามูไรหนุ่มยอมวาง

ดาบแห่งความแค้น ทาสพยาบาท แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความเข้าใจใน งานแห่งบุญ และความเมตตา ดังนั้น เสาโทริอิในภาพจึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบของอาคาร แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง การเปลี่ยนทางผิดในชีวิตให้เป็นทางที่ถูกได้สำเร็จ ตามเจตนารมณ์ของเซ็นไกนั่นเองความกตัญญูที่คละเคล้าด้วยความพยาบาท คือคติความเชื่อในญี่ปุ่นและจีนโบราณที่ถือว่า หนี้ชีวิตจะต้องถูกชดใช้ด้วยชีวิต โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

หน้าที่ของบุตรเมื่อผู้เป็นพ่อหรือบรรพบุรุษถูกฆ่า ลูกชายมีหน้าที่ต้องติดตามล้างแค้นเพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ การชำระหนี้แค้น:หาก หนี้แค้น ยังไม่ถูกชำระ จะต้องมีการติดตามหาศัตรูเพื่อล้างแค้นให้สำเร็จ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม แรงขับเคลื่อนชีวิตในเรื่องนี้ ซามูไรหนุ่ม ลูกชายของขุนนางที่เซ็นไกฆ่า คือตัวแทนของแนวคิดนี้ เขาใช้เวลาหลายปีฝึกฝนวิชาดาบจนเป็นเลิศและออกติดตามหาศัตรูจนพบ เพื่อหวังจะฆ่าเซ็นไกเป็นการชดใช้หนี้ชีวิตให้แก่บิดา การจองเวรที่อ้างคุณธรรมความกตัญญู

ประเภทนี้ผูกติดอยู่กับไฟพยาบาทและการอาฆาตจองเวร ซึ่งซามูไรหนุ่มถูกเรียกว่าเป็น ทาสพยาบาทจนกระทั่งเขาได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตใหม่จากการช่วยเซ็นไกขุดอุโมงค์ ในตอนจบของเรื่อง ซามูไรหนุ่มได้ก้าวข้าม ความกตัญญูพยาบาท นี้ไปสู่ งานแห่งบุญ และการให้อภัย โดยเขาเลือกที่จะวางดาบและยอมรับศัตรูเก่าเป็น ครู แทนการฆ่าแกงกันเพื่อชำระแค้นตามคติเดิม สาเหตุที่เซ็นไก ซามูไรแก่ ต้องขุดเจาะภูเขาเฉพาะช่วงกลางคืน เป็นเพราะเขาได้แบ่งเวลาในชีวิตออกเป็น 2 ภาค เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการ

สร้างทางสัญจรใหม่เพื่อไถ่บาปควบคู่ไปกับการดำรงชีวิต โดยมีรายละเอียดดังนี้: ภาคกลางวัน เขาต้องใช้เวลาไปกับการทำงานหาเลี้ยงชีพตนเอง ภาคกลางคืน เขาจึงจะใช้เวลานี้ในการขุดเจาะภูเขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนทางผิดในชีวิตให้เป็นทางที่ถูกต้องตามที่เขาตั้งเจตจำนงไว้ เซ็นไกยึดถือตารางชีวิตเช่นนี้เรื่อยมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี จนกระทั่งสามารถขุดอุโมงค์ได้ความยาวถึง 570 วา ก่อนที่ซามูไรหนุ่มจะติดตามมาพบเขาในช่วงท้ายของการทำงาน 

The Redemption of Senkai 

The Sword Melted in Stone by s72m7pjjgt



สำนึกบาป และ อภัยทาน ผ่านการกระทำที่พิสูจน์ด้วยกาลเวลาและความอดทน โดยสามารถขยายความได้ดังนี้

1. การสำนึกบาป Repentance จากทางที่ผิดสู่ งานแห่งบุญ จุดเริ่มต้นจากการหลงผิด: เซ็นไกเริ่มชีวิตด้วยการก่อบาปหนักคือการเป็นชู้กับภรรยาขุนนางและฆ่าสามีของเธอเพื่อหนีไปด้วยกัน แต่ความสุขทางโลกีย์นั้นสั้นนัก เมื่อทั้งสองต้องแยกทางกัน ความโดดเดี่ยวทำให้เขาเริ่ม รู้สึกตัวในความชั่วผิดบาปของตน การไถ่บาปด้วยการสร้างทางแทนที่จะจมอยู่กับความเศร้า เซ็นไกเลือกที่จะ ทำบุญถ่ายบาป โดยตั้งเจตจำนง

เปลี่ยนเส้นทางหน้าผาที่อันตรายให้เป็นอุโมงค์ที่ปลอดภัย ความเพียรที่มองเห็นเป็นรูปธรรมเขาอุทิศตนอย่างหนักด้วยการแบ่งชีวิตเป็น 2 ภาค คือกลางวันหาเลี้ยงชีพและ กลางคืนขุดเจาะภูเขา นานกว่า 30 ปี การเจาะอุโมงค์นี้ไม่ใช่แค่การสร้างทางสัญจร แต่เป็นสัญลักษณ์ของการ เปลี่ยนทางผิดในชีวิตให้เป็นทางที่ถูกได้สำเร็จ

2. อภัยทาน Forgiveness การก้าวข้ามเพลิงพยาบาท การปะทะกันของขั้วตรงข้ามเรื่องราวนำเสนอการเผชิญหน้าระหว่างเซ็นไก ผู้สำนึกบาปที่กลายเป็นนักพรต และซามูไรหนุ่ม ทายาทแห่งความแค้นที่ยึดถือคติ หนี้ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิตการเปลี่ยนแปลงผ่านการทำงานร่วมกัน: อภัยทานในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดจากการที่ซามูไรหนุ่มได้เฝ้าดูและลงมือช่วยเซ็นไกขุดอุโมงค์ในช่วง 2 ปีสุดท้าย การได้เห็นเซ็นไกทำงาน เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นแท้ ๆ ทำให้ใจที่เต็มไปด้วยไฟพยาบาทเริ่มอ่อนแรงลง การ

ยอมรับผลแห่งกรรมเมื่ออุโมงค์เสร็จสิ้น เซ็นไกแสดงความกล้าหาญด้วยการเตรียมรับความตายอย่างสงบตามจรรยาบรรณนักรบ เพื่อให้การล้างแค้นสมบูรณ์ตามที่สัญญากันไว้ ชัยชนะเหนือความแค้น จุดสูงสุดของอภัยทานคือการที่ซามูไรหนุ่ม วางดาบและฝักดาบลงกับพื้น และเรียกศัตรูว่าเป็น ครู เขารู้สึกตื้นตันจนน้ำตาไหลอาบแก้มเพราะได้รับบทเรียนว่าการสร้างบุญกุศลและการรู้จักชีวิตในแง่ที่ดีงามนั้น มีค่าและประเสริฐกว่าการล้างแค้น

บทสรุป: เรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่า การสำนึกบาปที่แท้จริง ต้องประกอบด้วยการลงมือทำเพื่อผู้อื่นอย่างไม่ย่อท้อ และ การให้อภัย คืออานุภาพที่สามารถเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร เปลี่ยนทาสพยาบาทให้กลายเป็นผู้ตื่นรู้ และยุติวงจรแห่งเวรล้างเวรได้อย่างสมบูรณ์

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

เวิ้งนาครเขษม

 





การที่สีเซเปีย Sepia หรือโทนสีน้ำตาลหม่นช่วยทำให้ภาพวาดดูเหมือนภาพถ่ายโบราณนั้น เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ปรากฏในภาพวาดบริเวณถนนเจริญกรุงและเวิ้งนครเกษม ดังนี้

การเลียนแบบกระบวนการทางเคมีในอดีตสีเซเปียเป็นโทนสีที่ผู้คนจดจำได้ว่าเป็นสีของภาพถ่ายในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 การใช้สีโทนนี้ในภาพวาดจึงเป็นการจำลองลักษณะทางกายภาพของภาพถ่ายยุคเก่าที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของหมึกหรือกระบวนการล้างอัดรูปในสมัยนั้น การสร้างอารมณ์ถวิลหาอดีต Nostalgia โทนสีน้ำตาลเพียงสีเดียว Monochrome ช่วยตัดทอนความสดใสของโลกปัจจุบัน

ออกไป และเปลี่ยนภาพให้กลายเป็น ภาพในความทรงจำ ที่ดูนุ่มนวลและเงียบสงบ ซึ่งต่างจากภาพวาดในปัจจุบันที่มีสีสันสดใสและสื่อถึงความมีชีวิตชีวาของยุคสมัยใหม่ การขับเน้นแสงและเงามากกว่าสีสัน ในอดีตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีภาพถ่ายสี การบันทึกภาพจะเน้นไปที่น้ำหนักของแสงและเงา เทคนิคสีเซเปียในภาพวาดนี้จึงเลียนแบบจุดเด่นดังกล่าว โดยการใช้น้ำหนักสีน้ำตาลที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมิติให้กับตึกแถว

และท้องฟ้า ทำให้ดูเหมือนภาพที่ถูกบันทึกด้วยกล้องถ่ายรูปโบราณ การหลอมรวมองค์ประกอบให้ดูเก่าแก่ สีโทนอุ่นของเซเปียช่วยให้องค์ประกอบโบราณในภาพ เช่น รถลาก และสถาปัตยกรรมตึกแถวแบบดั้งเดิม ดูมีความขลังและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่หากใช้สีสันที่หลากหลายเหมือนภาพปัจจุบัน เช่น ซุ้มประตูสีแดงหรือตึกสูงสีฟ้า จะทำให้ภาพดูทันสมัยและไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นภาพย้อนยุค สรุปได้ว่า 

สีเซเปียทำหน้าที่เป็น สัญลักษณ์ทางสายตา ที่เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้ชมเข้ากับประวัติศาสตร์ ทำให้ภาพวาดนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะ แต่ดูเหมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกความสง่างามของถนนเจริญกรุงในวันวานไว้ ซุ้มประตูสีแดงที่ปรากฏในภาพวาดเวิ้งนครเกษมในปัจจุบัน มีความสำคัญและสื่อถึงจิตวิญญาณของพื้นที่ในหลายมิติดังนี้

 สัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซุ้มประตูสีแดงที่ประดับด้วยลวดลายสีทองเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเป็นย่านชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของเวิ้งนครเกษมที่เป็นศูนย์กลางการค้าและที่อยู่อาศัยของชาวจีนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีตการประกาศความเป็นย่านการค้าที่มั่งคั่งในวัฒนธรรมจีน สีแดงและสีทองสื่อถึงความสิริมงคล ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง การตั้งซุ้มประตูสีนี้ไว้จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของพื้นที่นี้ในฐานะจุดศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและการค้าขายที่สำคัญของกรุงเทพฯ การเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่

เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งตึกสูงสมัยใหม่และสายไฟฟ้าที่ซับซ้อน ซุ้มประตูนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยรักษาบรรยากาศของ เมืองเก่า และมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา จุดแลนด์มาร์คที่สร้างการจดจำด้วยสีสันที่สดใสและโครงสร้างที่โดดเด่น ซุ้มประตูนี้จึงเป็นจุดรวมสายตาและสัญลักษณ์ประจำถิ่นที่ช่วยให้ผู้คนรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังเข้าสู่เขตพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะตัวอย่างเวิ้งนครเกษม สรุปได้ว่า ซุ้มประตูสีแดงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้าง

ประดับตกแต่ง แต่คือตัวแทนของรากเหง้าและความภาคภูมิใจที่บอกเล่าว่าเวิ้งนครเกษมยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างไม่เสื่อมคลายการใช้สีสันที่สดใสในภาพวาดเวิ้งนครเกษมในปัจจุบัน เป็นเครื่องมือสำคัญที่สื่อถึงความคึกคักและพลังของย่านการค้าแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรยากาศที่เงียบสงบในอดีต ดังนี้

สัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและการค้า สีแดงและทอง จุดเด่นที่สุดในภาพคือ ซุ้มประตูสีแดง ที่ประดับลวดลายสีทอง สีแดงในวัฒนธรรมจีนสื่อถึงพลังงาน ความโชคดี และความรุ่งเรือง เมื่อนำมาใช้เป็นจุดเด่นกลางภาพจึงช่วยขับเน้นให้เห็นว่าย่านนี้เป็น

ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ยังคงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา การสะท้อนกิจกรรมของคนเมือง สีสันที่สดใสไม่ได้อยู่แค่ที่สถาปัตยกรรม แต่ยังปรากฏในรายละเอียดของวิถีชีวิต เช่น ร่มกันแดดสีแดง และ ถุงพลาสติกสีแดง ในมือของคนที่เดินสัญจรไปมา สิ่งเหล่านี้เป็น แต้มสี ที่บอกเล่าเรื่องราวของการจับจ่ายใช้สอยและการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในย่านการค้าแห่งนี้ ความแตกต่างระหว่างความเก่าและใหม่ การเลือกใช้ สี

โทนฟ้าและน้ำเงิน สำหรับอาคารสูงในพื้นหลัง ตัดกับสีโทนอุ่นของตึกแถวด้านหน้า ช่วยสื่อถึงความซับซ้อนและการขยายตัวของเมืองสมัยใหม่ ความหลากหลายของโทนสีสะท้อนถึงการผสมผสานของห้วงเวลาและความพลุกพล่านของย่านธุรกิจที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลา แสงแดดและบรรยากาศที่ตื่นตัว เทคนิคการระบายสีน้ำที่โชว์ให้เห็นแสงแดดจ้าที่ตกกระทบตัวอาคาร สร้างความรู้สึกถึงช่วงกลางวันที่เต็มไปด้วยกิจกรรมของผู้คน ต่างจากโทนสีเซเปียในอดีตที่ให้ความรู้สึกฟุ้งฝันและสงบนิ่งเหมือนภาพจำในความทรงจำ




Charoen Krung Road by ลักษณาวดี มีซิน


วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

การไฟฟ้านครหลวง

 




การออกแบบซุ้มหน้าต่างโค้งในอาคารเก่า เช่น อาคารการไฟฟ้านครหลวง เขตท่าช้าง ที่ปรากฏในภาพ ส่งผลดีต่อการระบายอากาศผ่านลักษณะทางสถาปัตยกรรมดังนี้

การเพิ่มความสูงของช่องเปิด จากภาพจะเห็นได้ว่าซุ้มหน้าต่างโค้งมีความสูงมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของอาคารที่มีเพดานสูง การมีช่องเปิดที่สูงถึงส่วนยอดของผนังช่วยให้ อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นสูงสามารถระบายออกไปภายนอกได้ง่าย ไม่สะสมอยู่บริเวณที่คนใช้งานอยู่ด้านล่าง การเพิ่มพื้นที่รับลม รูปทรงโค้งช่วยให้สามารถเปิดช่องว่างบนผนังได้กว้างและสูงโดยที่โครงสร้างยังคงความแข็งแรง ทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าสู่ตัวอาคารได้ในปริมาณมาก ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทได้

สะดวก Cross Ventilation การรองรับเพดานสูง ดังที่เคยสนทนากันว่าการใช้เสาขนาดใหญ่เพื่อรองรับโครงสร้างอาคาร ทำให้สามารถออกแบบห้องที่มีเพดานสูงมากได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการระบายอากาศในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากแหล่งข้อมูล ในทางวิศวกรรมสถาปัตยกรรมสมัยก่อน การใช้รูปทรงโค้ง Arch ช่วยในการกระจายน้ำหนักของผนังอิฐด้านบนลงสู่เสาได้ดีกว่าคานไม้หรือเหล็กในแนวราบ ทำให้สถาปนิกสามารถออกแบบหน้าต่างให้สูงเกือบติดเพดานได้ ซึ่งส่ง

ผลโดยตรงต่อการระบายอากาศตามหลัก Stack Effect หรือการที่อากาศเย็นไหลเข้าทางด้านล่างและผลักให้อากาศร้อนระบายออกทางด้านบนของซุ้มโค้งครับ นอกจากนี้ความลึกของซุ้มหน้าต่างยังช่วยสร้างร่มเงาให้กับช่องกระจก ลดความร้อนจากการแผ่รังสีของแสงแดดที่จะเข้าสู่ตัวอาคารได้อีกทางหนึ่งด้วย 

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่การยกเลิกการใช้รถรางคือ ข้อจำกัดในเรื่องเส้นทางสัญจร ซึ่งรถรางในอดีตจำเป็นต้องวิ่งร่วมกับรถยนต์และพาหนะอื่นบนท้องถนน ส่งผลให้รถรางทำความเร็วได้ต่ำและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในภาพถ่ายปี พ.ศ. 2489 สามารถสะท้อนปัจจัยเพิ่มเติมได้ดังนี้

ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน จากภาพจะเห็นได้ว่าระบบรถรางต้องอาศัย สายส่งไฟฟ้าจำนวนมากที่พาดระโยงระยางอยู่เหนือถนน เพื่อจ่ายไฟให้กับตัวรถ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวและมีการพัฒนาอาคารสถานที่ การรักษาและซ่อมบำรุงระบบสายส่งไฟฟ้าเหล่านี้กลางย่านชุมชนหนาแน่นอาจมีความยุ่งยากมากขึ้น 

บทบาทที่เปลี่ยนไปของหน่วยงาน ในอดีตการไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งการจ่ายไฟและที่ขายตั๋วรถไฟฟ้า รถราง แต่เมื่อเทคโนโลยีการเดินทางเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน บทบาทของระบบไฟฟ้าในการขนส่งมวลชนบนผิวถนนจึงลดความสำคัญลง ข้อมูลเพิ่มเติมภายนอกแหล่งข้อมูลเหตุผลหลักในทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้รถรางในกรุงเทพฯ สิ้นสุดลง ช่วงปี พ.ศ. 2511

คือ ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักเนื่องจากจำนวนรถยนต์และรถโดยสารประจำทาง รถเมล์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รถรางซึ่งวิ่งอยู่บนรางถาวรกลางถนนจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายถนนและการจัดระเบียบจราจรในยุคที่เน้นการใช้รถยนต์เป็นหลัก รัฐบาลในขณะนั้นจึงตัดสินใจยกเลิกการเดินรถรางและรื้อรางออกเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวจราจร จากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2489 แม้ว่าความคมชัดของภาพอาจจะไม่เห็นรายละเอียดเชิงลึกของลวดลายปูนปั้นบนหน้าบัน Pediment ได้อย่างชัดเจนที่สุด แต่เราสามารถวิเคราะห์ความหมายที่สื่อออกมาผ่านลักษณะทางสถาปัตยกรรมและบริบทของอาคารได้ดังนี้ครับ: ความน่าเชื่อถือ

และความมั่นคงของรัฐการประดับลวดลายปูนปั้นในสไตล์นีโอคลาสสิกบนหน้าบันของอาคารการไฟฟ้านครหลวง สื่อถึง ความโอ่อ่าและความมั่นคง ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภคสำคัญ ลวดลายที่ดูวิจิตรและเป็นระเบียบช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ที่ขายตั๋วรถไฟฟ้า หรือรถรางในยุคนั้น สัญลักษณ์ของความทันสมัยและความศิวิไลซ์ Siwilai ลวดลายปูนปั้นและหน้าบันทรงโค้งที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก สื่อถึงการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง การใช้สถาปัตยกรรมที่หรูหราแบบสากลเป็นเครื่องยืนยันว่ากิจการไฟฟ้าและการคมนาคมของไทย

มีความก้าวหน้าและเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ การยกย่องเชิดชูองค์กร ลวดลายบริเวณหน้าบันมักถูกออกแบบมาเพื่อเป็น กรอบ ให้กับสัญลักษณ์หรือชื่อหน่วยงาน เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการไฟฟ้านครหลวงในฐานะผู้ควบคุมระบบไฟฟ้าและระบบรถรางซึ่งเป็นหัวใจหลักของการสัญจรในเขตพระนคร ข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากแหล่งข้อมูลโดยทั่วไปในสถาปัตยกรรมยุคนั้น ลวดลายปูนปั้นกลางหน้าบัน

ของอาคารการไฟฟ้ามักจะเป็น ตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยงาน เช่น รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ล้อมรอบด้วยลายพรรณพฤกษาหรือลายกนกที่ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและไทย เพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐครับ ซึ่งหากคุณต้องการทราบรายละเอียดเจาะจงของตราสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนหน้าบันอาคารเขตท่าช้างในยุคนั้น 

Tha Chang by s72m7pjjgt


วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

การประปาแม้นศรี สะพานดำ

 





สถาปัตยกรรมของอาคารการประปาที่แยกแม้นศรีสะท้อนถึงความก้าวหน้าในยุคนั้นผ่านองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ดังนี้

ความเป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณูปโภคสมัยใหม่อาคารแห่งนี้คือ จุดกำเนิดของการประปาในประเทศไทย และเป็นที่ตั้งของ การประปานครหลวงแห่งแรก การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อระบบน้ำประปาสะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านสุขาภิบาลและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพระนครให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ การรับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกเพื่อแสดงความเป็นอารยะ ในยุคนั้นการออกแบบอาคารราชการด้วยศิลปะตะวันตกเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความเป็นสากล ดังจะเห็นได้จาก หอคอยทรงโดมแหลม (Turret) ที่มุมอาคารหลักและการใช้ช่องหน้าต่างทรงสูงที่เป็นระเบียบ ซึ่งช่วยเสริม

ภาพลักษณ์ความสง่างามและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง การผสมผสานงานวิศวกรรมเข้ากับสุนทรียภาพ (Industrial Heritage)ความก้าวหน้าไม่ได้แสดงออกผ่านฟังก์ชันการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังแสดงผ่านการออกแบบที่ประณีต โดยเฉพาะ ถังเก็บน้ำทรงกระบอกขนาดใหญ่ ที่มีการออกแบบส่วนยอดเป็น เชิงเทิน (Crenellation) คล้ายปราสาทในยุโรป สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าในยุคนั้นมีการให้ความสำคัญกับการทำให้โครงสร้างทางวิศวกรรมกลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามและโดดเด่นในพื้นที่สาธารณะ ศูนย์กลางการพัฒนาเมืองภาพถ่ายในปี พ.ศ. 2491 แสดงให้เห็นตำแหน่งของอาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่บน 

ถนนบำรุงเมือง ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญ โดยมีสภาพการจราจรที่มีทั้งรถยนต์โบราณและตำรวจจราจรปฏิบัติหน้าที่สิ่งนี้สะท้อนว่าอาคารการประปาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงาน แต่เป็นหมุดหมายสำคัญ (Landmark) ที่แสดงถึงการขยายตัวและความเป็นเมืองที่ทันสมัยของกรุงเทพฯ ในขณะนั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ อาคารแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องเป็น อาคารอนุรักษ์ ในปัจจุบัน เพราะเป็นหลักฐานทางกายภาพที่บันทึกความก้าวหน้าทั้งในเชิงวิศวกรรม สังคม และศิลปกรรมของไทยไว้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีการยืนยันอย่างชัดเจนว่า แยกแม้นศรี คือจุดกำเนิดของการประปาในประเทศไทย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของ การประปานครหลวงแห่งแรก แต่ในแหล่งข้อมูลที่ให้มานั้น ไม่ได้ระบุเหตุผลเบื้องหลังโดยตรงว่าทำไมจึงมีการเลือกทำเลที่ตั้งนี้ เหนือพื้นที่อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในแหล่งข้อมูลและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ได้สะท้อนถึงความสำคัญ
ของพื้นที่นี้ในฐานะจุดกำเนิดไว้ดังนี้

ศูนย์กลางการจ่ายน้ำพื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของอาคารสถานีสูบน้ำและถังเก็บน้ำทรงกระบอกขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เก็บและส่งจ่ายน้ำให้แก่ประชาชนในเขตพระนครมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2491) ทำเลบนถนนสายหลักอาคารตั้งอยู่บน ถนนบำรุงเมือง ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญและเก่าแก่ในย่านธุรกิจและชุมชนหนาแน่นของกรุงเทพฯ ในยุคนั้น สัญลักษณ์ของความทันสมัยการเลือกพื้นที่นี้และสร้างอาคารที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น (เช่น หอคอยทรงโดมแหลมและเชิงเทินบนถังน้ำ) เป็นการแสดงออกถึงความก้าวหน้าด้านสาธารณูปโภคของรัฐสู่สายตาประชาชนในย่านใจกลางเมือง

อาคารการประปาที่แยกแม้นศรีได้รับการยกย่องให้เป็น อาคารอนุรักษ์ เนื่องจากเหตุผลสำคัญหลายประการที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล ดังนี้ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์อาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ การประปานครหลวงแห่งแรก และถือเป็น จุดกำเนิดของการประปาในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสาธารณูปโภคสมัยใหม่ของประเทศ คุณค่าทางสถาปัตยกรรมแหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นอาคารเก่าแก่ที่มี ความสวยงามโดดเด่น โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่เฉพาะตัวอย่างยิ่ง ดังที่ปรากฏในภาพถ่ายปี พ.ศ. 2491 มีหอคอยทรงโดมแหลม อยู่บริเวณมุมอาคารที่ตัดกับถนน มี ถังเก็บน้ำทรงกระบอกขนาดใหญ่ ซึ่งมีการออกแบบส่วนยอดเป็น เชิงเทิน คล้ายป้อมปราการหรือปราสาทในยุโรป ทำเลที่ตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวอาคารตั้งตระหง่านอยู่บน ถนนบำรุงเมือง บริเวณแยกแม้นศรี ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

Maen Si Waterworks Heritage by ลักษณาวดี มีซิน


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

Nonthaburi wood city hall

 





จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ ไม่ได้มีการระบุชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ชาวมอญ หรือชาวจีน ว่ามีกลุ่มใดบ้าง แต่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับที่มาและการหลอมรวมทางวัฒนธรรมของเมืองนนทบุรีไว้ดังนี้แหล่งผสมผสานคนจากหลากหลายชนชาติแหล่งข้อมูลระบุว่า เนื่องด้วยนนทบุรีมีฐานะเป็น เมืองหน้าด่าน ในสมัยอยุธยา และพัฒนาเป็น เมืองท่า สำคัญในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบที่ดึงดูดคนจากหลากหลายชนชาติให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและอยู่ร่วมกัน การหลอม

รวมอย่างกลมกลืนกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติเหล่านี้ได้เข้ามาสร้างรากฐานและสืบทอดวัฒนธรรมร่วมกันจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งแหล่งข้อมูลใช้คำว่าเป็นการผสมผสาน อย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นวิถีชีวิตเฉพาะตัวของคนเมืองนนท์ ผลลัพธ์ของรากฐานวัฒนธรรมการรวมตัวของกลุ่มชนชาติต่าง ๆ นำไปสู่

การเกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งเครื่องปั้นดินเผาที่สำคัญ: ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาโดดเด่นของจังหวัด ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย ที่เกิดจากการสั่งสมความรู้ของคนหลายกลุ่ม จิตวิญญาณแห่งเมืองนนท์ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เทศบาลนครนนทบุรีพยายามสืบสานผ่านพิพิธภัณฑ์จังหวัด หมายเหตุเพิ่มเติม แม้ในแหล่งข้อมูลจะไม่ได้ระบุชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ตามประวัติศาสตร์ทั่วไปของนนทบุรี (ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้มาจากแหล่งที่มาโดยตรง) เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวมอญมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐาน

เรื่องเครื่องปั้นดินเผา และมีกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามามีบทบาทในด้านการค้าขายในฐานะเมืองท่า เทศบาลนครนนทบุรี เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของการเป็นศูนย์กลางประชากรและผู้รักษาประวัติศาสตร์ของจังหวัดนนทบุรี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจจากการรวบรวมข้อมูลในแหล่งที่มาดังนี้

1. สถานะและการเป็นเทศบาลนครที่ใหญ่ที่สุดในไทย ความเป็นเมืองหลัก: เทศบาลนครนนทบุรีตั้งอยู่ในอำเภอเมืองนนทบุรี เป็นเมืองหลักของจังหวัดและเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ความหนาแน่นของประชากรด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่า 250,000 คน ทำให้ที่นี่ครองตำแหน่งเทศบาลนครที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ และทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของเมืองชานเมือง

2. บทบาทในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การริเริ่มพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรีในปี พ.ศ. 2552 เทศบาลนครนนทบุรีได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการปรับปรุงอาคารส่วนหน้าของศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า เพื่อจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี การสืบสานจิตวิญญาณแห่งเมืองนนท์ วัตถุประสงค์หลักของเทศบาลในการสร้างพิพิธภัณฑ์คือ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานจิตวิญญาณแห่งเมืองนนท์ โดยจัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเครื่องปั้นดินเผา และความรู้ด้านสถาปัตยกรรมไม้ที่งดงาม

3. การดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์และบริการสาธารณะ การบริหารจัดการอาคารประวัติศาสตร์ พื้นที่ศาลากลางเก่าบริเวณท่าน้ำนนทบุรี ซึ่งเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นที่มีสถาปัตยกรรมแบบคิงส์คอลเลจ (King’s College) และลายไม้ฉลุที่วิจิตรบรรจง ได้รับการดูแลให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน การปฏิบัติงานในพื้นที่จากภาพถ่ายจะเห็นว่าพื้นที่บริเวณศาลากลางหลังเก่านี้ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังคงมีการใช้งานโดยหน่วยงานของเทศบาล เช่น งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (รถดับเพลิงของเทศบาลนครนนทบุรี) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทในการดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่เมืองหนาแน่นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อาคารเก่า

โดยสรุป เทศบาลนครนนทบุรีไม่เพียงแต่บริหารจัดการเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอาคารประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจถึงรากเหง้าของตนเองจากแหล่งข้อมูลรูปภาพและประวัติการสนทนาของเรา ไม่มีการระบุชื่อชนิดไม้ที่ใช้อย่างเจาะจงในอาคารศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า แหล่งที่มาแสดงให้เห็นเพียงลักษณะทางกายภาพว่าเป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่มีการใช้ไม้ฉลุ (Fretwork) ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงตามระเบียงและชายคาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากข้อมูลสถาปัตยกรรมไทยที่ผมได้กล่าวถึงในประวัติการสนทนาก่อนหน้า (ช่น พระที่นั่งวิมานเมฆ และข้อมูลจากความรู้ทั่วไปซึ่งไม่ได้ปรากฏในแหล่งที่มาหลัก มีไม้ที่นิยมนำมาทำไม้ฉลุในไทยดังนี้

ไม้สัก (Teak)เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับงานไม้ฉลุแบบเรือนขนมปังขิงในไทย เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูงต่อสภาพอากาศและปลวก ทั้งยังมีเนื้อไม้ที่ละเอียดและไม่แตกหักง่ายเมื่อต้องนำมาฉลุเป็นลวดลายที่ซับซ้อนและโปร่งบาง ไม้สักทอง มักใช้ในอาคารสำคัญหรือบ้านของชนชั้นสูง เนื่องจากมีความสวยงามของลวดลายไม้และถือเป็นไม้มงคลไม้เนื้อแข็งอื่น ๆ เช่น ไม้ตะเคียน หรือไม้แดง อาจมีการนำมาใช้ในส่วนโครงสร้าง แต่สำหรับงานฉลุลายที่ต้องการความประณีตสูง ไม้สักยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง

Nonthaburi Urban Heritage by ลักษณาวดี มีซิน


วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

ห้างขายาอังกฤษตรางู

 




Charoen Krung Medical Legacy by ลักษณาวดี มีซิน


ภายในพิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินมีการใช้วีดิทัศน์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการและความแตกต่างของการจัดการด้านยาจากอดีตสู่ปัจจุบันใน 2 ส่วนหลัก ดังนี้

ภาพสะท้อนในอดีต (ส่วนคลินิกและห้องปรุงยา)วีดิทัศน์ในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นถึง การปรุงยาและการจ่ายยาในรูปแบบของคลินิกเอกชนยุคบุกเบิกซึ่งเป็นการทำงานในระดับสถานพยาบาลที่เน้นการปรุงยาตามสูตรเฉพาะจากตำราและการดูแลคนไข้โดยตรงโดยนายแพทย์ชัย ไชยนุวัติภาพสะท้อนในปัจจุบัน (ส่วนวันนี้ของห้างฯ เบอร์ลิน)วีดิทัศน์ในส่วนนี้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาพของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยแสดงให้เห็นถึง 

ขั้นตอนการผลิตยาเม็ดและที่สำคัญคือ การตรวจสอบคุณภาพยา(Quality Control) ภายในโรงงานของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ในปัจจุบัน. สรุปความแตกต่างที่เห็นได้ชัด วีดิทัศน์ทั้งสองชุดแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากการ ปรุงยาและจ่ายยา แบบดั้งเดิมในห้องปรุงยาของคลินิก ไปสู่กระบวนการ ผลิตยาเม็ดในระดับอุตสาหกรรม ที่มีการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยและระบบการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากลค เครื่องชักรอกที่ใช้ในพื้นที่ เหล่าเต๊ง ฟาร์มาซี (พื้นที่ผลิตยาบนชั้น 3 และ 4 ของห้างขายยาเบอร์ลิน) มีรายละเอียดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้ลักษณะเป็นรุ่นแรกจำลอง

ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินได้จัดแสดง เครื่องชักรอกรุ่นแรกจำลองเพื่อให้เห็นถึงอุปกรณ์ที่เคยใช้งานจริงในอดีตหน้าที่และการใช้งาน เครื่องชักรอกนี้ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงหลักในการ ส่งอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาจากชั้นล่างขึ้นไปยังพื้นที่ผลิตยาบนชั้น 3 และ 4 ของอาคาร ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เครื่องชักรอกนี้ถือเป็นหนึ่งใน ผลงานสำคัญ ที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ 

เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการระบบผลิตยาในยุคบุกเบิกของนายแพทย์ชัย ไชยนุวัติ ซึ่งช่วยให้สามารถลำเลียงสิ่งของขึ้นสู่พื้นที่ เหล่าเต๊ง (ชั้นบน) ได้อย่างสะดวกในสมัยที่ยังไม่มีระบบลิฟต์ขนส่งแม้ในแหล่งข้อมูลจะไม่ได้บรรยายรายละเอียดรูปทรงวัสดุไว้อย่างชัดเจน (เช่น ทำจากโลหะหรือไม้) แต่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจผลิตยาอย่างเป็นระบบในอาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

Thammasat University

 




Thammasat University by ลักษณาวดี มีซิน


ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับพัฒนาการทางการเมืองไทย จนมีคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์คือประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยจากแหล่งข้อมูลสามารถสรุปประเด็นสำคัญในมิติประวัติศาสตร์และการเมืองได้ดังนี้

1. จุดกำเนิดจากการปฏิวัติและอุดมการณ์ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เป็นผู้สถาปนาและดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การคนแรก การก่อตั้งเป็นไปตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยเฉพาะประการที่ 6 ที่ระบุว่าต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เนื่องจากในขณะนั้นมีความ

เชื่อว่าราษฎรยังขาดการศึกษาที่เพียงพอต่อระบอบประชาธิปไตย ชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง มธก ซึ่งเน้นการสอนวิชากฎหมาย การเมือง และเศรษฐศาสตร์ เพื่อรองรับการปกครองระบอบใหม่ นายปรีดีวางรากฐานให้เป็น มหาวิทยาลัยตลาดวิชา โดยอุปมาว่าเป็นเสมือนบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายให้แก่ราษฎร เพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา

2. สัญลักษณ์ที่แฝงนัยยะทางการเมือง ตราธรรมจักรมีพานรัฐธรรมนูญอยู่ตรงกลาง หมายถึงการยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตึกโดม ออกแบบโดยจิตรเสน หมิว อภัยวงศ์ ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่นตามแนวคิดของนายปรีดี เพื่อแสดงถึงความเป็นอิสระทางปัญญา สีเหลือง-แดงสีเหลืองหมายถึงธรรมประจำจิต และสีแดงหมายถึงโลหิตที่อุทิศให้ สะท้อนถึงความสำนึกใน

ความเป็นธรรมและความเสียสละเพื่อสังคม วลีอมตะ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ กลายเป็นคำขวัญที่อธิบายจิตวิญญาณการรับใช้สังคมของชาวธรรมศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

3. สมรภูมิการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ ตลอดประวัติศาสตร์ พื้นที่ท่าพระจันทร์ของมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516: เริ่มต้นการชุมนุมที่ ลานโพ เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการทหาร ก่อนจะขยายตัวไปยังสนามฟุตบอลและเคลื่อนขบวนออกสู่ท้องถนน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519: เป็นสถานที่ที่นักศึกษาและ

ประชาชนถูกล้อมปราบอย่างรุนแรงจากการชุมนุมคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากและเป็นบาดแผลใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ขบวนการเสรีไทยมหาวิทยาลัยมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีศิษย์เก่าและบุคลากรสำคัญอย่างนายปรีดี พนมยงค์ และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแกนนำหลัก

4. การปรับเปลี่ยนชื่อและบทบาทภายใต้อำนาจรัฐ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมือง รัฐบาลในขณะนั้นได้ ตัดคำว่า "และการเมือง" ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้ประศาสน์การ เป็น อธิการบดี เพื่อพยายามลดบทบาททางการเมืองของนักศึกษา ความเป็นตลาดวิชาถูกยกเลิกไปตามพระราชบัญญัติปี พ.ศ. 2495 และมหาวิทยาลัยถูกเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยยังคงรักษา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ผ่าน สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ 11 เหตุการณ์ไว้เพื่อรำลึกถึงบทบาทของสถาบันที่เคียงคู่กับสังคมไทย สถานที่อย่างลานโพ สนามฟุตบอล และตึกโดม ที่ปรากฏในรูปภาพ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นจดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเมืองไทยนัยยะแอบแฝงทางการเมืองของ ตึกโดม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น (ช่วงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. ในปี พ.ศ. 2477) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนถึงอุดมการณ์ของคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนี้

1. การเปลี่ยนพื้นที่อำนาจทหารให้เป็นพื้นที่ทางปัญญาสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเดิมพื้นที่ท่าพระจันทร์เป็นที่ตั้งของ กองพันทหารราบที่ 4 และเป็นคลังแสงเก่า การที่นายปรีดี พนมยงค์ และ มธก. ขอซื้อที่ดินแห่งนี้มาสร้างมหาวิทยาลัย และนำอาคารเก่าของกองพันทหารทั้ง 4 หลังมาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเป็น ตึกโดม จึงมีนัยยะแอบแฝงถึงการ เปลี่ยนพื้นที่ของ อำนาจปืน ทหารให้กลายเป็นพื้นที่ของ อำนาจปัญญา การศึกษาเพื่อรองรับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งกำเนิดขึ้น

2. สถาปัตยกรรมที่ไม่เลียนแบบชาติอื่น เอกราชทางความคิดการปฏิเสธการครอบงำตึกโดมถูกออกแบบตามแนวคิดของนายปรีดี พนมยงค์ โดยจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ให้เป็น สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่น นัยยะแฝงในบริบททางการเมืองสมัยนั้น การไม่เลียนแบบตะวันตกหรือชาติมหาอำนาจใด ๆ สื่อถึง ความเป็นอิสระและเอกราชของชาติไทย หลังการอภิวัฒน์ 2475 รวมถึงความต้องการที่จะสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของปัญญาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบอบเก่าหรืออารยธรรมต่างชาติเพียงอย่างเดียว 

3. นัยยะของการเป็น วังหน้า การถ่วงดุลอำนาจ พื้นที่แห่งการตรวจสอบมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในบริเวณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งนักศึกษาและศิษย์เก่ามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้มีจิตวิญญาณของการ ถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้นำสูงสุด วังหลวงมาโดยตลอด บทบาทปัญญาชนนัยยะนี้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะสถาบันที่คอยทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคต่อๆ มา

4. อาวุธทางปัญญาเพื่อรักษารัฐธรรมนูญ อาคารรองรับหลัก 6 ประการการก่อตั้งสถาบันแห่งนี้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ของคณะราษฎรที่ว่า จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎรนัยยะแฝงของรูปทรง: แม้ในแหล่งข้อมูลจะระบุว่าเป็นโดมที่เชื่อมตึก 4 หลัง แต่ในเชิงความหมายทางสังคม ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับรู้กันทั่วไปนอกเหนือจากแหล่งข้อมูลมักมีการเปรียบเทียบรูปทรงยอดแหลมของโดมว่าคล้ายกับ ดินสอ เพื่อสื่อถึงการใช้ ความรู้และปัญญาเป็นอาวุธในการปกป้องรัฐธรรมนูญและระบอบใหม่ แทนการใช้กำลังทหาร 

5. การเมืองของการใช้ชื่อ สถาบันเพื่อการเมืองชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่าการศึกษากับการเมืองเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 รัฐบาลได้สั่งตัดคำว่า และการเมือง ออก เพื่อลดบทบาทและไม่ให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง นัยยะแฝงของตึกโดมจึงกลายเป็นที่มั่นสุดท้ายที่พยายามรักษาคำว่า การเมือง ไว้ในจิตวิญญาณของสถาบัน สรุป ตึกโดมจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็น อนุสรณ์สถานของการปฏิวัติ 2475 ที่แฝงนัยยะของการเปลี่ยนอำนาจจากทหารสู่ราษฎร การเชิดชูเอกราชทางปัญญา และการทำหน้าที่เป็นป้อมปราการในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

เจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ(ทัด บุญนาค)

 





Old Thai Nobility by Puyana


การวิเคราะห์ประวัติของวัดพิชยญาติการามวรวิหาร (หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า วัดพิชัยญาติ) จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ สามารถสรุปประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงบทบาทของตระกูลบุนนาคและความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดังนี้

1. การเปลี่ยนสภาพจากวัดร้างสู่พระอารามหลวง วัดพิชัยญาติมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นวัดร้างในเขตคลองสาน ซึ่งอยู่ใกล้กับนิวาสสถานหรือที่อยู่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ท่านได้เริ่มทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2372 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ฯ) เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นแล้ว ท่านได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาในบวรพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการเสริมสร้างบารมีของตระกูลในย่านที่พำนัก

2. นามพระราชทานที่สะท้อนถึงบารมีของผู้สร้าง ชื่อของวัดมีการเปลี่ยนแปลงตามรัชสมัย ซึ่งสะท้อนถึงการรับรองบทบาทของท่านทัต บุนนาค จากองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า วัดพระยาญาติการามเพื่อสื่อถึงชื่อและตำแหน่งของผู้สร้างในขณะนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งเป็นนามที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

3. ศูนย์กลางแห่งความทรงจำของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางศาสนา แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของท่านทัต บุนนาค ไว้หลายประการ สถานที่ประดิษฐานรูปเคารพและโบราณวัตถุภายในวัดมีพระรูปของท่าน รวมถึงเครื่องใช้ส่วนตัวที่สำคัญ เช่น เตียงบรรทม ของท่านที่ถูกเก็บรักษาไว้ สถานที่ประกอบพิธีสุดท้ายเมื่อท่านถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดพิชัยญาติการามแห่งนี้ด้วย

4. นัยสำคัญทางภูมิศาสตร์และอำนาจ การสร้างวัดใกล้กับนิวาสสถานในเขตคลองสาน (ฝั่งธนบุรี) เป็นการตอกย้ำถึงการแผ่อิทธิพลของตระกูลบุนนาคในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่านและพี่ชาย (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์) ย้ายมาตั้งบ้านเรือนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2361 หากจะใช้อุปมาอุปไมย วัดพิชัยญาติ เปรียบเสมือนอนุสาวรีย์แห่งศรัทธาและอำนาจที่ท่านทัต บุนนาค ได้จำหลักไว้

บนแผ่นดิน เป็นสถานที่ที่หลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ของปัจเจกบุคคล ความรุ่งเรืองของตระกูลบุนนาค และความเลื่อมใสในพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างถาวร ากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นช่างถ่ายรูปในกรุงเทพฯ ยุคแรกที่มีความสามารถและมีโอกาสได้ถ่ายรูป ทัด บุนนาค (ในขณะที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์) ด้วยระบบดาแกโรไทพ์ มีอยู่ 2 ท่านหลัก ๆ คือ

1. ท่านสังฆราชปาเลอกัว (Bishop Pallegoix)

2. นายโหมด มหาดเล็ก หรือต่อมาคือ พระยากระสาปนกิจโกศล ข้อมูลจากหนังสือสยามประเภท ของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ระบุว่าในสมัยนั้นการถ่ายรูปยังเป็นการถ่ายลงบนแผ่นเงิน (ระบบดาแกโรไทพ์) ไม่ได้ถ่ายลงบนแผ่นกระจกหรือพิมพ์ลงกระดาษเหมือนในยุคต่อมา ซึ่งภาพถ่ายของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยที่ถ่ายไว้ในครั้งนั้นยังคงมีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นต้นแบบให้หนังสือพิมพ์ต่างประเทศนำไปวาดเป็นภาพลายเส้นจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นพระรูปของรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) มีผลงานโดดเด่นอย่างยิ่งในฐานะ แม่กองสร้าง และผู้สถาปนาศาสนสถานและอาคารสำคัญหลายแห่งในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสามารถระบุรายละเอียดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลได้ดังนี้

1. การสร้างและปฏิสังขรณ์วัดสำคัญวัดพิชยญาติการามวรวิหารท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดร้างเดิมในเขตคลองสานซึ่งอยู่ใกล้กับนิวาสสถานของท่านเมื่อปี พ.ศ. 2372 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า วัดพระยาญาติการาม ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะพระราชทานนามใหม่ดังที่ใช้ในปัจจุบัน วัดประดู่ฉิมพลี: ท่านเป็นผู้จัดหาที่ดินบริเวณดงต้นงิ้วและดำเนินการก่อสร้างวัดนี้ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 8 ปีจึงแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นวัดราษฎร์ที่มีความใหญ่โตและงดงามกว่าวัดทั่วไป วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารท่านได้รับหน้าที่เป็นแม่กองในการก่อสร้างวัดสำคัญแห่งนี้ วัดปทุมวนารามราชวรวิหารท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้างวัดนี้เช่นกัน

2. สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์และปูชนียสถาน พระปรางค์ภูเขาทอง วัดสระเกศท่านได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองในการสร้างพระปรางค์ภูเขาทองอันเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพมหานคร เจดีย์ขาว (เขาเมืองสงขลา)ท่านได้สร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นบนยอดเขาในเมืองสงขลาเพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากเสร็จสิ้นราชการปราบกบฏหัวเมืองมลายู โดยตั้งเคียงคู่กับ เจดีย์ดำ ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (พี่ชาย) ได้สร้างไว้ก่อนหน้า

3. พระที่นั่งและสถาปัตยกรรมในพระบรมมหาราชวัง หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้างหมู่พระที่นั่งสำคัญนี้ในสมัยรัชกาลที่

4  พระที่นั่งไชยชุมพลเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ท่านเป็นแม่กองในการก่อสร้าง พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ท่านมีบทบาทในการกำกับการซ่อมแซมพระที่นั่งองค์นี้ 4. โครงการภูมิสถาปัตยกรรมและอื่น ๆ สวนนันทอุทยาน ท่านเป็นแม่กองในการสร้างสวนแห่งนี้ และเป็นผลงานสุดท้ายก่อนที่ท่านจะถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2400  การต่อเรือนอกเหนือจากอาคาร ท่านยังมีความสามารถในเชิงช่างโดยเป็นผู้ต่อเรือบาร์จและเรือสกูนเนอร์

ขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการติดต่อค้าขายถึงประเทศศรีลังกา หากจะใช้การเปรียบเปรยเพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของท่าน ผลงานสถาปัตยกรรมของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติเปรียบเสมือน ลายเซ็นถาวรบนผืนแผ่นดินเพราะสิ่งก่อสร้างที่ท่านกำกับการสร้างไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อการใช้งานหรือการศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองและฝีมือเชิงช่างชั้นสูงที่ค้ำจุนบารมีของราชวงศ์และแผ่นดินสยามมาจนถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Nonthaburi the big city

 






Nonthaburi Garden to Metropolis by ใกล้รุ่ง



ความเป็นมาของเมืองนนทบุรี ความเป็นมาของเมืองนนทบุรี นนทบุรี ก่อตั้งมากว่า 400 ปี เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น รู้จักกัน ในชื่อบ้านตลาดขวัญ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยายกบ้านตลาดขวัญ ขึ้นเป็นเมืองนนทบุรี โดยตัวเมืองนนทบุรีแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระ
สอในปัจจุบัน โดยมีวัดหัวเมือง (ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่ทางราชการได้ใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า) เป็นเขตเหนือ และ มีวัดท้ายเมืองเป็นเขตใต้ พ.ศ. 2179 


พระเจ้าปราสาททองทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดตอนใต้วัดท้ายเมือง ไปทะลุออกหน้าวัดเขมา ทั้งนี้ เพราะเดิมทีนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลวกวนโดยเข้าแม่น้ำอ้อมไหลมา ทางบางใหญ่แล้ววกเข้าคลองบางกรวยข้างซอยวัดชะลอมาออกหน้าวัดเขมา ดังนั้น
เมื่อขุดคลองลัด แล้วกระแสน้ำจึงเปลี่ยนทางเดินไหลเข้าคลองลัดที่ขุดใหม่ นานเข้าก็กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ ในปัจจุบัน ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็ตื้นเขินกลายเป็นคลองไปในที่สุด และเมื่อคราวสมเด็จพระ นารายณ์มหาราชขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2208 พระองค์ทรงเห็นว่าเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยน ทางเดินทำให้ข้าศึกเข้าประชิดพระนครได้ง่ายขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการตรงปาก แม่น้ำอ้อม และให้


ย้ายเมืองนนทบุรีมาอยู่ปากแม่น้ำอ้อมในคราวเดียวกัน เมืองนนทบุรีจึงตั้งอยู่ บริเวณปากแม่น้ำอ้อมตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งถึงยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดฯ ให้รื้อป้อมและเมืองบางส่วนเพื่อนำอัฐ เงิน ไปสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ และบางส่วนก็ถูกกระแสน้ำพัดเซาะพังทลายลงน้ำไป ปัจจุบันจึงเหลือ แต่ศาลหลักเมืองเท่านั้น นนทบุรีได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นจังหวัด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 จังหวัดนนทบุรีในปัจจุบัน จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในภาคกลาง 


บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจังหวัด 1 ใน 5 ของจังหวัดปริมณฑล คือ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ 622.38 ตารางกิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ของจังหวัดในภาคกลางทั้งหมด จังหวัดนนทบุรีมีขนาดเล็กเป็นที่ 2 รองจากจังหวัดสมุทรสงครามโดยแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตัดแบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยอำเภอทั้งหมด 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย และอำเภอไทรน้อย มีองค์กรปกครอง ท้อง


ถิ่นประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 4 แห่ง เทศบาลตำบล 11 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 28 แห่ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม แต่เดิมประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนผลไม้ และทำไร่ ทำนา ปัจจุบันพื้นที่ของจังหวัดซึ่งเคยเป็นสวนผลไม้ และมีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อพยพมาจากทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนของจังหวัดในบางอำเภอยังเป็นที่รองรับการขยายตัวในด้านอุตสาหกรรม มีการจัดสรรที่ดิน และก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เป็นจำนวนมาก


อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่มีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ด้วย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระราชดำริให้สร้างป้อมปราการและย้ายเมืองนนทบุรีในปี พ.ศ. 2208 โดย
มีสาเหตุสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดังนี้

 1. การเปลี่ยนทิศทางของแม่น้ำเจ้าพระยา: สืบเนื่องมาจากการขุดคลองลัดในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2179 ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินมาใช้เส้นทางลัดที่ตรงและกว้างขึ้นจนกลายเป็นแม่น้ำสายหลัก


2. ความเสี่ยงต่อการรุกราน พระองค์ทรงเห็นว่า เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนทางเดินจนมีความตรงและสะดวกมากขึ้น จะทำให้ข้าศึกสามารถล่องเรือเข้าประชิดพระนครศรีอยุธยาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม


3. การสร้างแนวป้องกัน: เพื่อเป็นการสกัดกั้นข้าศึก พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการขึ้นที่บริเวณปากแม่น้ำอ้อม ซึ่งเป็นปากทางของแม่น้ำสายเดิม


4. การย้ายศูนย์กลางการปกครอง ในคราวเดียวกันนั้น พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองนนทบุรีมาตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำอ้อม เพื่อให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเฝ้าระวังและป้องกันพระนครอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้ เมืองนนทบุรีจึงได้ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอ้อมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ หากจะเปรียบเทียบให้เห็น


ภาพ การย้ายเมืองและสร้างป้อมในครั้งนั้น ก็เหมือนกับการที่ เจ้าของบ้านเห็นว่าถนนหน้าบ้านถูกขยายให้กว้างและตรงขึ้นจนโจรเข้าถึงตัวบ้านได้ง่าย" จึงตัดสินใจสร้างป้อมยามและย้ายป้อมยามนั้นมาตั้งไว้ที่ปากซอยหลัก เพื่อให้สามารถสกัดกั้นผู้บุกรุกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะถึงตัวบ้านหลังใหญ่คือพระนครนั่นเอง



วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

สวนจตุจักร

IMG_000005112017

DSCF_00232012017



พรุ่งนี้วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 กะว่าจะไปสวนจตจักรหาหนังสือดี ๆ สักหลาย ๆ เล่มวันนี้วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 เวลา 13.00 น.ไป Central Westgate โอ้โห....ใหญ่โต มโหฬาร นั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงเร็วดีเหมือนกันแฮะแต่คนขึ้นน้อยแต่ก็นั่งสบายดีไม่แออัดยัดเยียดแต่กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบ 6 โมงเย็นตั้งใจจะไป Advice หาฮาดร์ดิสสักตัวมาลงวินโดว์ใหม่ก็ได้มาสมใจอยากหมดไปหลายพันกะตังค์ว่าแต่ว่าการเขียน Blog ประกอบด้วยบทความทางธรรมไม่ใช่ของง่าย ๆ เลยน่ะ อ้อ...แถว Central westgate มีหลายอย่างอยู่ใกล้ ๆ กัน เช่น Home Pro Big C โรงพยาบาลเกษมราษฎ์ - Indexliveing mall - นั่งรถไฟ้าก็นับว่าสะดวกไปทั้งทีก็ต้อง Onestopsevice เลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! ! ! กลับถึงบ้านใช้เวลแป๊ปเดียว
โลภะ หรือ ความโลภ หรือ ราคะ เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองพระพุทธศาสนาถือว่ากิเลสเป็นภัยร้ายแรงแห่ง จิต เพราะทำให้คนตัดสินใจทำความผิด ทำให้จิตไม่อาจบรรลุนิพพานได้ และทำให้จิตต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด กิเลส แยกออกได้เป็น 3 สาย คือ ความโลภความโกรธ ความหลงโลภะ หรือ
ความโลภ หรือ ราคะ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนให้ถือข้อพิจารณาเกี่ยวกับอกุศลมูลและกุศลมูล เป็นหลักแกนกลางในการวินิจฉัยว่าอะไรเป็นความดี อะไรเป็นความชั่วโลภะ เป็นมลทินภายใน เป็นศัตรูภายใน ก่อความเสียหาย ทำให้ใจกำเริบ คนรู้เท่าไม่ทันว่ามันเป็นภัยที่เกิดขึ้นข้างใน พอความโลภเข้าครอบงำ เวลานั้นมีแต่ความมืดตื้อ มีจิตถูกโลภะแล้ว ย่อมหาเรื่องก่อความทุกข์แก่ผู้อื่นสรุปแล้ว โลภะ หรือ ความโลภ คือ ความอยากได้ในทางทุจริต ในทาง
ไม่ชอบ ไม่ถูก อยากได้อยากมี อยากเป็น ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี เป็นเหตุให้คนกระทำความ
ผิดกระทำความชั่ว เช่น เห็นเขามีเงินทอง ก็อยากได้เป็นของตัวเอง จึงไปทำโจรกรรม ลักของเขา ขโมยของเขา นับว่าพวกนี้เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสังคมมากที่สุด แต่ยังมีผู้เข้าใจผิดว่า ความอยากได้อะไรมาก ๆ เป็นความโลภที่ถูกแล้วความโลภไม่เกี่ยวกับการอยากได้มากหรือได้น้อย แต่เป็นความอยากที่แฝงไปด้วยความทุจริต ทางที่ถูก ไม่ควร เท่านั้น การที่ลูกอยากจะเรียนหนังสือให้เก่ง สอบได้คะแนนสูง ๆ ได้ระดับ 3 ระดับ 4 ลูกตั้งใจและขยันในการ
เล่าเรียน ไม่ถือว่าเป็นความโลภ หากความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหล่านั้น เป็นไปในทางที่ดี ก็ทำให้มนุษย์มีการพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้น มองในแง่ดี ทำในแง่ดีก็มีส่วนดี มองในแง่ไม่ดี ก็มีส่วนด้อย คือทำให้เกิดความเครียด เกิดบรรยากาศที่ไม่น่าอยู่ เพราะโลกเต็มไปด้วยความแก่งแย่ง แข่งขัน ซ้ำร้ายกว่านั้น หากใช้ไปในทางที่ผิด ก็จะก่อทุกข์ เดือดร้อน เพราะฉะนั้น เมื่อยังอยู่ในทางโลก ควรวางตัวให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์
ของโลกก่อนดีกว่า ถ้าจะอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็ใช้ความอยาก ให้เป็นพลังในทางดี ขยันและขวนขวายด้วยตนเองในวิถีทางที่ถูก ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เมื่อมี{สติ}รู้ว่าโลภะเป็นต้นเหตุเพื่อก่อกำเนิดแห่งหรรม ดังนั้น เราจึงไม่ควรตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เย้ายวนหรือยั่วยุวิธีการที่จะทำให้กิเลส{โลภะ}ออกจากจิตได้ ก็ด้วยการเห็นอริยสัจ อันประกอบด้วยมรรค มีองค์ 8 ซึ่งเป็นทางที่ปฏิบัติตน
ดำเนินเรื่องโดย นวลปรางค์ เมธีกุล
ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำไม่ว่าในวันใด ๆ ขอส่งผลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของคุณพ่อ - คุณแม่และญาติพี่น้องพร้อมทั้งตัวข้าพเจ้ารวมถึงได้รับบุญกุศลในการที่ข้าพเจ้าได้เผยแพร่พระธรรม ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว มีปู่ย่าตายายทั้งหลายได้มารับผลบุญนี้ด้วย หากผลบุญที่ข้าพเจ้าส่งไปไม่ถึงญาติข้าพเจ้าอาจอยู่ในที่ ๆ ไม่พร้อมที่จะรับบุญนี้ ข้าพเจ้าขอมอบบุญกุศลนี้ให้กับพยายมราชและขอฝากผลบุญไว้กับพยายมราชช่วยนำ ส่งให้กับญาติของข้าพเจ้าต่อไปด้วยเทอญ




DSCF_00000222019

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ใกล้ตาย

C saudmon


15 December 2017

อยากจะขีดเขียนบางเรื่อง เมื่อก่อนหน้านี้ 2 - 3 เดือน ผู้เขียนเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ(ตัน)โรคนี้อันตรายมากน่ะจะบอกให้ทราบมันคือเพรชฆาตเงียบเชียวน่ะ ถ้าใครมีอาการ(มึนงง)แบบว่าต้องนอนอย่างเดียวลุกขึ้นมาทำกิจวัตรหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้สัณนิฐานไว้ก่อนว่าต้องเป็นโรคเกี่ยวกับสมองและมันเกิดได้หลายสาเหตุอันดับแรกคือโรคเบาหวานบางทีก็ต้องอารัมภบทบ้างน่ะ มีคำกล่าวอยู่ว่าพุทธะเท่านั้นคือจิต - จิตเท่านั้นคือพุทธะ พุทธะไม่ได้อยู่นอกจิตและจิตก็ไม่ได้อยู่นอกพุทธะ อันนี้ขอบอกว่าเป็นความจริง เมื่อตอนทาน เจ เวลาจับคัมภีร์สวดมนต์ขึ้นมารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม่แต่(เพ - ลา)นี้ได้ฟังบทสวดมนต์"องมานีปะหมี่ฮง"ก็มีความสุขดื่มด่ำอย่างบอกไม่ถูก(ถ้าอยากฟังหาเอาในยูทูปน่ะ)อ้าว...พูดถึงเรื่องเส้นเลือดในสมองตีบเหตุฉะ - ไหนมาพูดถึงเรื่อง ทาน เจ จากประสบการณ์ เมื่อก่อนผู้เขียนเคยทำกรรมชั่วมามากไม่ค่อยให้ทาน - รักษาศีล - ศีล ๕ ยังรักษาไม่ได้เลยพอทาน เจ ปีแรกรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจากคนที่ไม่เคยทำกุศลก็หันมาทำบุญตามกำลังของตนเองเมื่อก่อนผู้เขียนเป็นคนตระหนี่มากปีแรกทาน เจ เสร็จ ประมาณ 1 สัปดาห์ได้ไปสถานที่แห่งหนึ้งบังเอิญพบคนแก่ป่วยอยู่ข้างทางจึงไปซื้อน้ำมาป้อนและรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดบอกว่ามีคนเจ็บอยู่ตรง(ไม่มีใครสนใจลุงคนนั้นเลย)เรื่องราวจะเป็นอย่างไรก็ติดตามกันในโอกาสหน้าวันนี้ 18/01/59 อาการดีขึ้นจึงไปสวดมนต์แต่ไม่ได้ขอพรอะไร เพราะไม่ควรจะขอเอาละไว้จะมาเขียนต่อวันนี้เพิ่งกลับมาจากการสวดมนต์ขอพักให้หายเหนื่อยค่อยเขียนต่อข้อสำคัญสวดมนต์แล้วไม่ต้องขออะไร ถึงเวลาก็จะรู้เองการขอโน่น - ขอนี่สั่นกระบอกเซียมซีมันไม่ได้

ผลหรอกอย่ามัวแต่ขอให้ลงมือทำปลูกอะไรย่อมได้ผลเช่นนั้นเมื่อก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์ผู้เขียนลุกขึ้นไม่ไหวเลยใจคิดว่าไม่รอดแน่ไม่รอดจริง ๆ น่ะคือนอนคิดอยู่ว่าถ้าหากจะตายแล้วก็ขอนึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์และพระแม่กวนอิมพระมหาโพธิสัตว์ สวดภาวนาพระนามพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ซึ่งยามปกติผู้เขียนก็หมั่นสวด พระนาม พระอมิตตาพุทธเจ้า พระแม่กวนอิมและพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์อยู่อย่างสม่ำเสมออยู่แล้วสวดมนต์ ตลอดเวลา สวดมนต์บทไหนเหรอ ? ก็นึกถึงพระแม่กวนอิมนอนสวดมนต์อาการดีขึ้นแล้วโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ด้วยอานิสงค์ของการสวดมนต์ผู้เขียนสวดมนต์แต่ต้องทานยา - หาหมอด้วยน่ะไม่ใช่แค่สวดมนต์อย่างเดียวแต่ไม่เคยอธิษฐานจิตขอพรสิ่งใดเลยถึงแม้ว่าได้เฉียดความตายมาแล้วและไม่เคยสั่นเซียมซีอะไรเลย ปีชงก็ไม่เชื่อแต่เชื่อในกฏแห่งกรรมและคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าใครจะเริ่มสวดมนต์ขอให้เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ด้วยบทมหากรุณาธารณีสูตรหรือหมั่น

สวดบทนี้"องมานีปะหมี่ฮง"ก็ได้มีความสุขสบายปราศจากโรคภัยมีอายุวัฒนะ ได้รับความมั่งคั่ง กำจัดบาปอกุศลกรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้ ปราศจากภยันอันตรายเพิ่มพูนวาสนาสำเร็จผลในกุศลอินทรีย์ พ้นจากความหวั่นกลัวเมื่อถึงแก่กรรมจะได้ไปจุติตามทุกพุทธเกษตรดั่งที่ต้องการผู้ที่สวดมนต์นี้จะรักษาโรค 84, 000 ชนิดในโลกนี้ให้หายได้เมื่อไปนั่งเพ่งฌานสมาธิตามป่า- ภูเขา ถ้ามีภูติผีปีศาจมารบกวนสวดมนต์จบเดียวพวกผีจะถูกจองจำไว้หมดถ้าสวดตามวิธีแล้ว พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์จะให้เทพเจ้าและวชิรธรตามปกปักษ์รักษาไม่ห่างไปจากผู้นั้นเสมือนป้องกันดวงตาและชีวิตของตนถ้าสรรพสัตว์ขอพรในชาตินี้ประการใด ๆ ให้สมาทานกินเจ 21 วันโดยบริสุทธิ์ และสวดธารณีนี้จะได้สมความประสงค์ทุกประการ



IMG_0010014110

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Wake - up Sermon





ภาพของท่านโพธิธรรม(ปรมาจารย์ ตั๊กม้อ) SCAN ออกมาจากหนังสือ วัชรเฉทิกปรัชญาปรามิตาสูตร เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลจะสูญหายไปจึงบันทึกเป็นไฟล์ขอเชิญดาวโหลดตามอัทยาศัยและร่วมกันอนุโมทนาด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ 

Wake - up Sermon

Bodoinhama monk

Chapter 1

ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเป็นมายาจงอย่ายึดติดใน ปรากฏการณ์ใด ๆ เลย แล้วจิตเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธะ แต่เมื่อเธอเข้าใจ ความผิด ความผิดก็ไม่ใช่ความผิดเพราะว่าความผิดมิได้มีอยู่จริง พระสูตรกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่มีธรรมชาติเฉพาะของมันเองจงกระทำโดยไม่ต้อง ลังเล - สงสัยความผิดเป็นผลของความสงสัย เมื่อเธอเข้าใจเช่นนั้น การกระทำที่ผิดพลาดของเธอในอดีตก็ถูกลบล้างไปหมด เมื่อเธอหลงความรู้สึกสัมผัสทั้ง 6 และขันธุ์ทั้ง 5 ก็ประกอบไปด้วยความทุกข์และความตาย ต่อเมื่อเธอตื่นแจ้งขึ้นความรู้สึกสัมผัสทั้ง 6 และขันธุ์ 5 ก็ประกอบไปด้วยนิพพานและความไม่ตาย บุคคลที่กำลังหาทางจะไม่มองข้ามตนเอง เขารู้ว่า จิต นั่นแหละคือทาง ๆ นั้นแต่เมื่อเขาพบ จิต เขากลับไม่ได้พบอะไรเลยและเมื่อเขาพบทางเขากลับไม่ได้พบ

อะไรเลยเช่นกัน หากเธอคิดว่าเธอสามารถใช้จิตค้นหาทางได้เธอกำลังหลงแม้แต่เธอกำลัง หลงความเป็นพุทธภาวะก็ยังคงมีอยู่กับเธอ แต่เมื่อเธอตื่นรู้พุทธะภาวะกลับมิได้จำเป็นต้องมีอยู่นี่ก็เพราะว่าความ ตื่นรู้คือพุทธะภาวะภายในตัวมันเอง ถ้าเธอมองหาทาง ๆ นั้นจะไม่ปรากฏจนกว่ารูปกายของเธอจะหายไปมันคล้ายกับการปลอกเปลือกต้นไม้นั่นเอง รูปกายแห่งกรรมนี้อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันมิได้มีความจริงแท้ แน่นอน การปฏิบัติอยู่ตรงความคิดเห็นอันหลายหลากของเธอนั่นเอง จงอย่าได้ เกลียดชีวิตและความตายหรือรักในชีวิตและความตายรักษาทุก ๆ ความคิดของเธอให้ปราศจากความหลงและในชีวิตของเธอจะประจักษ์แจ้งต่อนิพพานและ ในความตายเธอจะประสบความมั่นใจต่อความไม่เกิดอีก การได้เห็นรูปแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยรูป การได้ยินเสียงแต่ไม่แปดเปื้อด้วยการได้ยินเสียง คือ ความหลุดพ้น ตาที่ไม่ยึดติดในรูปคือประตูแห่ง Zen หูที่ไม่ยึดติดในเสียงก็คือประตูแห่ง Zen ว่าโดยสรุป ผู้ที่รับรู้ในการมีอยู่

และเข้าใจปรากฏการณ์โดยไม่ยึดติดกับมันคือผู้หลุด พ้นบุคคลที่รับรู้ปรากฏการณ์แต่เพียงภายนอก โดยมิได้เข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้ของมันก็จะหลงเข้าไปจมแช่อยู่ในปรากฏการณ์ นั้นการไม่ยึดติดจมอยู่ในปรากฏการณ์แห่งทุกข์คือความหมายของ การหลุดพ้น มันมิได้มีความหลุดพ้นอื่นอีก เมื่อเธอรู้ว่าจะรับรู้รูปอย่างไร รูปก็จะไม่ปรุงจิต จิตก็จะไม่ปรุงรูป รูปและจิตก็ยังคงความบริสุทธิ์ อยู่เช่นเดิม เมื่อความหลงหายไป จิตคือ ดินแดนแห่งพุทธะเมื่อความหลงปรากฏขึ้นอีก พลันจิตก็กลายเป็นแดนนรก ปุถุชน มักสร้างความหลงโดยการใช้ จิต ทำให้จิตเกิดเขาก็จะพบตัวเองอยู่ในแดนนรก โพธิสัตว์ทั้งหลายเห็นแจ้งในความหลงและไม่ใช้จิต ทำให้จิตเกิดเขาก็จะพบตัวเองอยู่ในดินแดนพุทธะเสมอถ้าหากเธอไม่ใช้ จิต สร้างจิต ทุก ๆ สภาวะก็ล้วนว่างเปล่าและทุก ๆ ความคิดก็จะสงบนิ่ง เธอก็จะไม่เคลื่อนจากแดนพุทธะหนึ่งไปสู่อีกแดนหนึ่ง แต่ถ้าหากเธอใช้จิตของเธอสร้างจิตทุก ๆ สภาวะจิตก็จะถูกรบกวนและทุก ๆ ความคิดจะเคลื่อนไหววุ่นวายเธอก็จะเคลื่อนจากแดนนรกหนึ่งไปสู่อีกแดนนรกหนึ่ง เมื่อความคิดเกิดขึ้นมันก็ มีกรรมดี และ กรรมชั่ว มีสวรรค์ และ มีนรกต่อเมื่อไม่มีความคิดเกิดขึ้นมันก็ไม่มีกรรมดีและกรรมชั่วไม่มีนรกและ สวรรค์ ร่างกายไม่ใช่เป็นสิ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ดังนั้นการมีอยู่เหมือนกับปุถุชนและการไม่มีอยู่เหมือนเช่นปราชญ์คือบทสรุป ที่ว่าผู้รู้ทั้งหลายย่อมมิต้องกระทำอะไรใจของเขาว่างเปล่าและกว้างขวางดุจ ท้องฟ้านั่นคือบุคคลที่อยู่ในพุทธมรรคอย่างสมบูรณ์ ย่อมอยู่นอกเหนือความเป็นอรหันต์หรือปุถุชน เมื่อจิตถึงนิพพานเธอจะไม่เห็นนิพพานเพราะจิตนั่นคือนิพพาน หากเธอเห็นนิพพานในที่ใดที่หนึ่งนอกจิต เธอกำลังหลอกตัวเอง ทุก ๆ ความทุกข์คือเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะเพราะว่าความทุกช่วยผลักดันให้ปุถุชนเกิด ปัญญา แต่เธอสามารถกล่าว

ได้เพียงว่าความทุกข์ให้กำเนิดพุทธภาวะเธอไม่สามารถกล่าว ว่าความทุกข์คือคือพุทธภาวะ กายและจิตของเธอคือผืนดิน ความทุกข์คือเมล็ดพันธุ์ ปัญญาคือลำต้นและพุทธภาวะคือหมากผล พุทธะในจิตคล้ายกับกลิ่นหอมของต้นไม้พุทธะมาจากจิตที่ปราศจากความทุกข์ เฉกเช่นกลิ่นหอมของต้นไม้ที่ปราศจากโคลนตม มันไม่มีกลิ่นหอมที่ปราศจากต้นไม้และไม่มีพุทธะที่ปราศจาก จิต ถ้าหากว่ามันมีกลิ่นหอมที่ปราศจากต้นไม้ มันก็เป็นกลิ่นหอมที่แตกต่างกันออกไปถ้าหากมันมีพุทธะที่ปราศจากจิตมันก็ เป็น พุทธะที่แตกต่างกันออกไปเมื่อพิษทั้ง 3 เกิดขึ้นในจิตใจของเธอ เธอกำลังอาศัยอยู่ในดนแดนสกปรก เมื่อพิษทั้ง 3 อันตรธานไป จากจิตของเธอเธอกำลังอาศัยอยู่ในดิน แดนบริสุทธิ์ พระสูตรกล่าวไว้ว่าถมแผ่นดินด้วยสิ่งสกปรกและขยะหมายถึงโลภ โกรธ หลง พุทธะหมายถึงความบริสุทธิ์และจิตผู้ตื่นรู้มันไม่มีภาษาที่ไม่ใช่ธรรมการพูด ตลอดทั้งวันโดยมิกล่าวอะไรคือทาง ๆ นั้นการอยู่เงียบ ๆ ตลอดทั้งวันแต่ยังคงกล่าวหลายสิ่งหลายอย่างย่อมไม่ใช่ทาง ดังนั้นมันมิใช่คำพูดของตถาคตขึ้นอยู่กับความเงียบหรือความเงียบของท่านขึ้น อยู่กับคำพูดหรือว่ามีอยู่หากจากความเงียบของท่านบุคคลที่เข้าใจแจ้งชัดทั้ง คำพูดและความเงียบคือผู้อยู่ในสมาธิถ้าเธอพูดโดยเธอรู้อยู่คำพูดของเธอนั้น เป็นอิสระ ถ้าเธอเงียบเฉย โดยเธอไม่รู้ความเงียบของเธอได้ถูกมัดตรึง ถ้าคำพูดกับปรากฏการณ์มันเป็นอิสระถ้าความเงียบเฉยยึดติดกับปรากฏการณ์ มัน ก็ถูกยึดตรึงไว้ ภาษา โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นอิสระมันไม่มีอะไรต้องทำเกี่ยวกับการยึดติดและการยึด ติดก็ไม่มีอะไรต้องทำเกี่ยวกับภาษา 

สัจจะความจริงไม่มีสูงและไม่มีต่ำหากเอเห็นว่ามันสูงมันต่ำมันก็มิใช่ความ จริง แพนั้นไม่ใช่สิ่งจริงแต่ผู้โดยสารตะหากเป็นสิ่งจริงบุคคลที่โดยสารแพสามารถ ข้าสิ่งไม่จริงนั่นคือสาเหตุว่ามันจริง ในโลกมีทั้งผู้หญิง - ผู้ชาย เศรษฐีและคนยากจนแต่ในทาง ๆ นี้มันมิได้มีผู้หญิง - ผู้ชาย มิได้มีเศรษฐีหรือคนยากจนแม้นเมื่อเทพธิดาได้เห็นประจักษ์ในทางเธอไม่ได้ เปลี่ยเพศของเธอเมื่อเด็กชายธรรมดาตื่นแจ้งต่อความจริงเขามิได้เปลี่ยนสถานะ ความ เป็นเด็กของเขา เมื่ออิสระจากเพศและสถานะเขาทั้งหลายก็มีพื้นฐานลักษณะเดียวกัน เทพธิดาน้อยใช้เวลา 12 ปีเพื่อค้นหาความเป็นผู้ใหญ่แต่มิได้ผลสำเร็จการใช้เวลาค้นหาถึง 12 ปีสำหรับผู้ชายก็มิได้มิผลสำเร็จเช่นกัน 12 ปีนี้หมายถึงการเข้าถึง 12 ทาง (อาย ตะนะภายนอกและภายใน) เมื่อปราศจากจิตก็ไม่มีพุทธะเมื่อปราศจากพุทธะก็ไม่มีจิตเช่นเดียวกันเมื่อ ปราศจากน้ำก็ไม่มีน้ำแข็งเมื่อปราศจากน้ำแข็งก็ไม่มีน้ำเช่นเดียวกัน ใครก็ตามที่ยังบอกให้หนีหรือกำจัดสภาวะของจิต 

เขาก็ยังไปไม่ถึงไหน จงอย่ายึดติดกับปรากฏการณ์ใด ๆ ของ
จิต วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553 (วันครู) การฟังธรรมด้วยความตั้งใจเป็นการเคารพพระธรรม การฟังธรรมเสมอ ๆ ความเข้าใจย่อมสะสมไปในภพหน้า ความถือตัว คือ มานะ ขณะมีมานะขาดความเมตตา ความเมตตาเจริญขึ้นเท่าไร
ความโกรธยิ่งน้อยลง เราต้องกรุณา แม้ความเห็นผิดของผู้อื่น
เนื้อหาคัดลอกโดยการพิมพ์ออกมาจากหนังสือ วัชรเฉทิกปรัชญาปรามิตาสูตร พิมพ์โดย(บางครั้ง)ภาพและเสียงประกอบเนื้อหาโดย(บางครั้ง)ขาดตกบกพร่องต้องกราบขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย ด้วยพุทธบารมีแห่งองค์พระศาสดาขอพระองค์ทรงโปรดสัตว์โลกทั้ง 31 ภูมิให้บรรลุถึงฝั่งนิพพานด้วยเทอญ สาธุ

ปาฏิหารย์แห่งการตื่น