ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับพัฒนาการทางการเมืองไทย จนมีคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์คือประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยจากแหล่งข้อมูลสามารถสรุปประเด็นสำคัญในมิติประวัติศาสตร์และการเมืองได้ดังนี้
1. จุดกำเนิดจากการปฏิวัติและอุดมการณ์ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เป็นผู้สถาปนาและดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การคนแรก การก่อตั้งเป็นไปตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยเฉพาะประการที่ 6 ที่ระบุว่าต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เนื่องจากในขณะนั้นมีความ
เชื่อว่าราษฎรยังขาดการศึกษาที่เพียงพอต่อระบอบประชาธิปไตย ชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง มธก ซึ่งเน้นการสอนวิชากฎหมาย การเมือง และเศรษฐศาสตร์ เพื่อรองรับการปกครองระบอบใหม่ นายปรีดีวางรากฐานให้เป็น มหาวิทยาลัยตลาดวิชา โดยอุปมาว่าเป็นเสมือนบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายให้แก่ราษฎร เพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา
2. สัญลักษณ์ที่แฝงนัยยะทางการเมือง ตราธรรมจักรมีพานรัฐธรรมนูญอยู่ตรงกลาง หมายถึงการยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตึกโดม ออกแบบโดยจิตรเสน หมิว อภัยวงศ์ ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่นตามแนวคิดของนายปรีดี เพื่อแสดงถึงความเป็นอิสระทางปัญญา สีเหลือง-แดงสีเหลืองหมายถึงธรรมประจำจิต และสีแดงหมายถึงโลหิตที่อุทิศให้ สะท้อนถึงความสำนึกใน
ความเป็นธรรมและความเสียสละเพื่อสังคม วลีอมตะ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ กลายเป็นคำขวัญที่อธิบายจิตวิญญาณการรับใช้สังคมของชาวธรรมศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
3. สมรภูมิการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ
ตลอดประวัติศาสตร์ พื้นที่ท่าพระจันทร์ของมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516: เริ่มต้นการชุมนุมที่ ลานโพ เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการทหาร ก่อนจะขยายตัวไปยังสนามฟุตบอลและเคลื่อนขบวนออกสู่ท้องถนน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519: เป็นสถานที่ที่นักศึกษาและ
ประชาชนถูกล้อมปราบอย่างรุนแรงจากการชุมนุมคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากและเป็นบาดแผลใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ขบวนการเสรีไทยมหาวิทยาลัยมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีศิษย์เก่าและบุคลากรสำคัญอย่างนายปรีดี พนมยงค์ และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแกนนำหลัก
4. การปรับเปลี่ยนชื่อและบทบาทภายใต้อำนาจรัฐ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมือง รัฐบาลในขณะนั้นได้ ตัดคำว่า "และการเมือง" ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้ประศาสน์การ เป็น อธิการบดี เพื่อพยายามลดบทบาททางการเมืองของนักศึกษา ความเป็นตลาดวิชาถูกยกเลิกไปตามพระราชบัญญัติปี พ.ศ. 2495 และมหาวิทยาลัยถูกเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล
ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยยังคงรักษา
ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ผ่าน สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ 11 เหตุการณ์ไว้เพื่อรำลึกถึงบทบาทของสถาบันที่เคียงคู่กับสังคมไทย สถานที่อย่างลานโพ สนามฟุตบอล และตึกโดม ที่ปรากฏในรูปภาพ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นจดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเมืองไทยนัยยะแอบแฝงทางการเมืองของ ตึกโดม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น (ช่วงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. ในปี พ.ศ. 2477) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนถึงอุดมการณ์ของคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนี้
1. การเปลี่ยนพื้นที่อำนาจทหารให้เป็นพื้นที่ทางปัญญาสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเดิมพื้นที่ท่าพระจันทร์เป็นที่ตั้งของ กองพันทหารราบที่ 4 และเป็นคลังแสงเก่า การที่นายปรีดี พนมยงค์ และ มธก. ขอซื้อที่ดินแห่งนี้มาสร้างมหาวิทยาลัย และนำอาคารเก่าของกองพันทหารทั้ง 4 หลังมาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเป็น ตึกโดม จึงมีนัยยะแอบแฝงถึงการ เปลี่ยนพื้นที่ของ อำนาจปืน ทหารให้กลายเป็นพื้นที่ของ อำนาจปัญญา การศึกษาเพื่อรองรับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งกำเนิดขึ้น
2. สถาปัตยกรรมที่ไม่เลียนแบบชาติอื่น เอกราชทางความคิดการปฏิเสธการครอบงำตึกโดมถูกออกแบบตามแนวคิดของนายปรีดี พนมยงค์ โดยจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ให้เป็น สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เลียนแบบชาติอื่น นัยยะแฝงในบริบททางการเมืองสมัยนั้น การไม่เลียนแบบตะวันตกหรือชาติมหาอำนาจใด ๆ สื่อถึง ความเป็นอิสระและเอกราชของชาติไทย หลังการอภิวัฒน์ 2475 รวมถึงความต้องการที่จะสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของปัญญาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบอบเก่าหรืออารยธรรมต่างชาติเพียงอย่างเดียว
3. นัยยะของการเป็น วังหน้า การถ่วงดุลอำนาจ พื้นที่แห่งการตรวจสอบมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในบริเวณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งนักศึกษาและศิษย์เก่ามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้มีจิตวิญญาณของการ ถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้นำสูงสุด วังหลวงมาโดยตลอด บทบาทปัญญาชนนัยยะนี้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะสถาบันที่คอยทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคต่อๆ มา
4. อาวุธทางปัญญาเพื่อรักษารัฐธรรมนูญ อาคารรองรับหลัก 6 ประการการก่อตั้งสถาบันแห่งนี้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ของคณะราษฎรที่ว่า จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎรนัยยะแฝงของรูปทรง: แม้ในแหล่งข้อมูลจะระบุว่าเป็นโดมที่เชื่อมตึก 4 หลัง แต่ในเชิงความหมายทางสังคม ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับรู้กันทั่วไปนอกเหนือจากแหล่งข้อมูลมักมีการเปรียบเทียบรูปทรงยอดแหลมของโดมว่าคล้ายกับ ดินสอ เพื่อสื่อถึงการใช้ ความรู้และปัญญาเป็นอาวุธในการปกป้องรัฐธรรมนูญและระบอบใหม่ แทนการใช้กำลังทหาร
5. การเมืองของการใช้ชื่อ สถาบันเพื่อการเมืองชื่อเดิมคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่าการศึกษากับการเมืองเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 รัฐบาลได้สั่งตัดคำว่า และการเมือง ออก เพื่อลดบทบาทและไม่ให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง นัยยะแฝงของตึกโดมจึงกลายเป็นที่มั่นสุดท้ายที่พยายามรักษาคำว่า การเมือง ไว้ในจิตวิญญาณของสถาบัน
สรุป ตึกโดมจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็น อนุสรณ์สถานของการปฏิวัติ 2475 ที่แฝงนัยยะของการเปลี่ยนอำนาจจากทหารสู่ราษฎร การเชิดชูเอกราชทางปัญญา และการทำหน้าที่เป็นป้อมปราการในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น